พระพุทธเจ้าเปิดโลก

                  กลับมาพบกันอีกครั้งหลังหายไปนาน จากปัญหาน้ำท่วมและภาระอื่นๆ ติดตามกันต่อเลย

พระพุทธองค์ทรงเปิดโลก

                  พระเถระทูลว่า  “ดีละ  พระเจ้าข้า”  แล้วได้บอกตามรับสั่ง.

                  พระศาสดาเสด็จจำพรรษาปวารณาแล้ว  ตรัสบอกแก่ท้าวสักกะว่า  “มหาบพิตร  อาตมภาพจักไปสู่ถิ่นของมนุษย์.”  ท้าวสักกะทรงนิรมิตบันได ๓ ชนิด  คือบันไดทองคำ  บันไดแก้วมณี  บันไดเงิน.  เชิงบันไดเหล่านั้นตั้งอยู่แล้วที่ประตูสังกัสสนคร,  หัวบันไดเหล่านั้น  ตั้งอยู่แล้วที่ยอดเขาสิเนรุ.  ในบันไดเหล่านั้น  บันไดทอง  ได้มีในข้างเบื้องขวา  เพื่อพวกเทวดา,  บันไดเงิน  ได้มีในข้างเบื้องซ้าย  เพื่อมหาพรหมทั้งหลาย, บันไดแก้วมณีได้มีในท่ามกลาง  เพื่อพระตถาคต.  พระศาสดาประทับยืนอยู่บนยอดเขาสิเนรุ.  ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ในกาลที่เสด็จลงจากเทวโลก  ทรงแลดูข้างบนแล้ว,  สถานที่อันพระองค์ทรงแลดูแล้วทั้งหลาย  ได้มีเนินเป็นอันเดียวกันจนถึงพรหมโลก;  ทรงแลดูข้างล่าง.  สถานที่อันพระองค์ทรงแลดูแล้ว  ได้มีเนินเป็นอันเดียวกันจนถึงอเวจี;  ทรงแลดูทิศใหญ่และทิศเฉียงทั้งหลาย,  จักรวาลหลายแสน  ได้มีเนินเป็นอันเดียวกัน; เทวดาเห็นพวกมนุษย์,  แม้พวกมนุษย์ก็เห็นพวกเทวดา. พวกเทวดาและมนุษย์ทั้งหมด  ต่างเห็นกันแล้วเฉพาะหน้าทีเดียว.  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสีไปแล้ว.  มนุษย์ในบริษัทซึ่งมีปริมณฑล ๓๖ โยชน์แม้คนหนึ่ง  เมื่อแลดูสิริของพระพุทธเจ้าในวันนั้นแล้ว  ชื่อว่าไม่ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า  มิได้มีเลย.  พวกเทวดาลงทางบันไดทอง,  พวกมหาพรหมลงทางบันไดเงิน;  พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เสด็จลงทางบันไดแก้วมณี.  เทพบุตรนักฟ้อนชื่อปัญจสิขะ  ถือพิณสีเหลืองดุจผลมะตูมยืนอยู่ ณ ข้างเบื้องขวา  ทำบูชาด้วยการฟ้อนแด่พระศาสดาลงมา  มาตลิสังคาหกเทพบุตรยืน  ณ  ข้างเบื้องซ้าย  ถือของหอมระเบียบและดอกไม้อันเป็นทิพย์นมัสการอยู่  ทำบูชาแล้วลงมา.  ท้าวมหาพรหมกั้นฉัตร,  ท้าวสุยามถือพัดวาลวิชนี.  พระศาสดาเสด็จลงพร้อมด้วยบริวารนี้  หยุดประทับอยู่ที่ประตูสังกัสสนคร.  แม้พระสารีบุตรเถระ  มาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว  เพราะพระศาสดาเสด็จลงด้วยพุทธสิริเห็นปานนั้น  อันท่านไม่เคยเห็นแล้ว  ในกาลก่อนแต่นี้,  เพราะฉะนั้น  จึงประกาศความยินดีของตน  ด้วยคาถาทั้งหลายเป็นต้นว่า:-

            “พระศาสดา  ผู้มีถ้อยคำอันไพเราะ  ทรงเป็นอาจารย์แห่งคณะ*(คณิมาคโต  ตัดบทเป็น  คณี  อาคโต. อรรถกถาว่า…คณาจริยตฺตา  คณี…)  เสด็จมาจากดุสิตอย่างนี้  เรายังไม่เห็น  หรือไม่ได้ยินต่อใคร  ในกาลก่อนแต่นี้”

               แล้วทูลว่า  “พระเจ้าข้า  วันนี้เทวดาและมนุษย์แม้ทั้งหมดย่อมกระหยิ่มปรารถนาต่อพระองค์.”

               ลำดับนั้น  พระศาสดาตรัสกะท่านว่า  “สารีบุตร  ชื่อว่าพระพุทธเจ้าผู้ประกอบพร้อมด้วยคุณเห็นปานนี้  ย่อมเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายโดยแท้.”  เมื่อจะทรงแสดงธรรม  จึงตรัสพระคาถานี้ว่า:-

                 เย  ฌานปฺปสุตา  ธีรา เนกฺขมฺมูปสเม  รตา  เทวาปิ  เตสํ  ปิหยนฺติ สมฺพุทฺธานํ  สตีมตํ.

                  “พระสัมพุทธเจ้าเหล่าใด  เป็นปราชญ์  ขวนขวายในฌาน  ยินดีแล้วในธรรมที่เข้าไปสงบด้วยสามารถแห่งการออก,  แม้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายก็ย่อมกระหยิ่มต่อพระสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น  ผู้มีสติ.”

                        แก้อรรถ บรรดาบทเหล่านั้น  สองบทว่า  เย  ฌานปฺปสุตา  ความว่า  ประกอบแล้ว  ขวนขวายแล้วในฌาน ๒ อย่างเหล่านี้  คือ  ลักขณูปนิชฌาน  อารัมมณูปนิชฌาน  ด้วยการนึกการเข้าการอธิษฐานการออกและการพิจารณา. บรรพชา  อันผู้ศึกษาไม่พึงถือว่า  “เนกขัมมะ”  ในคำว่า  เนขมฺมูปสเมรตา  นี้,  ก็คำ  “เนกขัมมะ”  นั่น  พระองค์ตรัส  หมายเอาความยินดีในนิพพาน  อันเป็นที่เข้าไปสงบกิเลส.  บทว่า  เทวาปิ  ความว่า  เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายย่อมกระหยิ่ม  คือปรารถนาต่อพระสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น.

                         บทว่า  สตีมตํ  ความว่า  เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าว่า  “น่าชมจริงหนอ  แม้เราพึงเป็นพระพุทธเจ้า”  ดังนี้ ชื่อว่าย่อมกระหยิ่มต่อพระสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น  ผู้มีพระคุณเห็นปานนี้  ผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยสติ.

                        ในกาลจบเทศนา  ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ประมาณ ๓๐ โกฏิ. ภิกษุ ๕๐๐ สัทธิวิหาริกของพระเถระ  ตั้งอยู่แล้วในพระอรหัต.สังกัสสนครเป็นที่เสด็จลงจากดาวดึงส์

                        ได้ยินว่า  การทำยมกปาฏิหาริย์แล้วจำพรรษาในเทวโลก  แล้วเสด็จลงที่ประตูสังกัสสนคร  อันพระพุทธเจ้าทุกๆ  พระองค์ไม่ทรงละแล้วแล,

                          ก็สถานที่พระบาทเบื้องขวาประดิษฐาน  ณ  ที่เสด็จลงนั้น  มีนามว่าอจลเจติยสถาน.  พระศาสดาประทับยืน  ณ  ที่นั้น  ตรัสถามปัญหาในวิสัยของปุถุชนเป็นต้น,  พวกปุถุชนแก้ปัญหาได้ในวิสัยของตนเท่านั้น  ไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระโสดาบันได้.  พระอริยบุคคลทั้งหลายมีพระโสดาบันเป็นต้นก็เหมือนกัน  ไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระอริยบุคคลทั้งหลาย  มีพระสกทาคามีเป็นต้น.  พระมหาสาวกที่เหลือไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระมหาโมคคัลลานะ.  พระมหาโมคคัลลานะไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระสารีบุตรเถระได้.  แม้พระสารีบุตรเถระก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหาในวิสัยของพระพุทธเจ้าได้เหมือนกัน.  พระศาสดาทรงแลดูทิศทั้งปวง  ตั้งต้นแต่ปาจีนทิศ.  สถานที่ทั้งปวง  ได้มีเนินเป็นอันเดียวกันทีเดียว,  เทวดาและมนุษย์ใน ๘ ทิศ  และเทวดาเบื้องบนจดพรหมโลก  และยักษ์นาคและสุบรรณผู้อยู่  ณ  ภาคพื้นเบื้องต่ำ  ประคองอัญชลีกราบทูลว่า  “พระเจ้าข้า  ชื่อว่าผู้วิสัชนาปัญหานี้มิได้มีในสมาคมนี้,ขอพระองค์โปรดใคร่ครวญในสมาคมนี้ทีเดียว.”

อจลเจดีย์ ในเมืองสังกัสสะนคร สถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์

                        พระสารีบุตรเถระมีปัญญามาก

                        พระศาสดาทรงดำริว่า  “สารีบุตรย่อมลำบาก,  ด้วยว่า  เธอได้ฟังปัญหาที่เราถามแล้วในพุทธวิสัยนี้ว่า:-

                        “ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์  เธอมีปัญญารักษาตนอันเราถามถึงความเป็นไปของท่าน  ผู้มีธรรมอันนับพร้อมแล้วทั้งหลาย  และพระเสขะทั้งหลาย  ซึ่งมีอยู่มากในโลกนี้  จงบอกความเป็นไปนั้นแก่เรา” ดังนี้,  เป็นผู้หมดความสงสัยในปัญหาว่า  ‘พระศาสดาย่อมตรัสถามถึงปฏิปทาเป็นที่มา  (มรรคปฏิปทา)  ของพระเสขะและอเสขะกะเรา’  ดังนี้ก็จริง,ถึงอย่างนั้นก็ยังหวังอัธยาศัยของเราอยู่ว่า  ‘เราเมื่อกล่าวปฏิปทานี้ด้วยมุขไหนๆ  ในธรรมทั้งหลายมีขันธ์เป็นต้น  จึงจักอาจถือเอาอัธยาศัยของพระศาสดาได้;’  สารีบุตรนั้นเมื่อเราไม่ให้นัย  จักไม่อาจแก้ได้,  เราจักให้นัยแก่เธอ”  เมื่อจะทรงแสดงนัย  ตรัสว่า  “สารีบุตร  เธอจงพิจารณาเห็นความเป็นจริงนี้.”  ได้ยินว่า  พระองค์ได้ทรงดำริอย่างนี้ว่า “สารีบุตรเมื่อถือเอาอัธยาศัยของเราแก้  จักแก้ด้วยสามารถแห่งขันธ์” ปัญหานั้นปรากฏแก่พระเถระตั้งร้อยนัย  พันนัย  พร้อมกับการประทานนัย.ท่านตั้งอยู่ในนัยที่พระศาสดาประทาน  แก้ปัญหานั้นได้แล้ว,  ได้ยินว่า คนอื่นยกพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสีย  ชื่อว่าสามารถเพื่อจะทันปัญญาของพระสารีบุตรเถระหามิได้.  นัยว่า  เหตุนั้นแล  พระเถระจึงยืนตรงพระพักตร์พระศาสดา  บันลือสีหนาทว่า  “พระเจ้าข้า  เมื่อฝนตกแม้ตลอดกัลป์ทั้งสิ้น ข้าพระองค์ก็สามารถเพื่อจะนับ  แล้วยกขึ้นซึ่งคะแนนว่า  ‘หยาดน้ำทั้งหลายตกในมหาสมุทรเท่านี้หยาด,  ตกบนแผ่นดินเท่านี้หยาด,  บนภูเขาเท่านี้หยาด.”  แม้พระศาสดาก็ตรัสกะท่านว่า  “สารีบุตร  เราก็ทราบความที่เธอสามารถจะนับได้.”  ชื่อว่าข้ออุปมาเปรียบด้วยปัญญาของท่านนั้น  ย่อมไม่มี.  เหตุนั้นแล  ท่านจึงกราบทูลว่า:-

            “ทรายในแม่น้ำคงคา  พึงสิ้นไป  น้ำในห้วงน้ำใหญ่  พึงสิ้นไป  ดินในแผ่นดิน  พึงสิ้นไป  การแก้ปัญหาด้วยความรู้ของข้าพระองค์  ย่อมไม่สิ้นไปด้วยคะแนน.”

             มีคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า  “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ผู้สมบูรณ์ด้วยความรู้เป็นที่พึ่งของโลก  ก็ถ้าว่า  เมื่อข้าพระองค์แก้ปัญหาข้อหนึ่งแล้ว  บุคคลพึงใส่ทรายเมล็ดหนึ่งหรือหยาดน้ำหยาดหนึ่ง  หรือดินร่วนก้อนหนึ่ง  เมื่อข้าพระองค์แก้ปัญหาร้อย   หรือพัน  หรือแสนข้อ  พึงใส่คะแนนทั้งหลายมีทรายเป็นต้น  ทีละหนึ่งๆ  ณ  ส่วนข้างหนึ่งในแม่น้ำคงคา,  คะแนนทั้งหลายมีทรายเป็นต้นในแม่น้ำคงคาเป็นต้น  พึงถึงความสิ้นไปเร็วกว่า:  การแก้ปัญหาของข้าพระองค์  ย่อมไม่สิ้นไป.”

              ภิกษุแม้มีปัญญามากอย่างนี้  ก็ยังไม่เห็นเงื่อนต้นหรือเงื่อนปลายแห่งปัญหาที่พระศาสดาถามแล้วในพุทธวิสัย  ต่อตั้งอยู่ในนัยที่พระศาสดาประทานแล้ว  จึงแก้ปัญหาได้.  ภิกษุทั้งหลายฟังดังนั้นแล้ว  สนทนากันว่า  “แม้ชนทั้งหมด  อันพระศาสดาตรัสถามปัญหาใด  ไม่อาจแก้ได้,พระสารีบุตรเถระผู้เป็นธรรมเสนาบดีผู้เดียวเท่านั้น  แก้ปัญหานั้นได้.”  พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้วตรัสว่า  “สารีบุตรแก้ปัญหาที่มหาชนไม่สามารถจะแก้ได้  ในบัดนี้เท่านั้นหามิได้;  แม้ในภพก่อน  เธอก็แก้ได้แล้วเหมือนกัน”  ดังนี้แล้วทรงนำอดีตนิทานมา  ตรัสชาดกนี้โดยพิสดารว่า:

            “คนที่มาประชุมกันแล้ว  แม้ตั้งพันเป็นกำหนด คนเหล่านั้นหาปัญญามิได้  พึงคร่ำครวญตั้ง ๑๐๐ ปี, บุรุษใดผู้รู้ชัดซึ่งอรรถแห่งภาษิตได้  บุรุษผู้นั้นซึ่งเป็นผู้มีปัญญาคนเดียวเท่านั้น  ประเสริฐกว่า”  ดังนี้แล.

               ในที่สุดเรื่องยมกปาฏิหาริย์ก็ขอสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้

                ขออนุโมธนาบุญผู้มีบุญมากทุกท่าน

Advertisements

1 ความเห็น

  1. นิก said,

    เมษายน 21, 2013 ที่ 8:34 pm

    ขอบคุณครับได้ความรู้มากเลย ผมอยากจะไปศึกษาต่อ อยากจะรบกวนขออ้างอิงครับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: