บุพกรรมของพระผู้มีภาคเจ้า กรรมในอดีตของพระพุทธเจ้า

                หลังจากที่เรื่องราวพุทธประวัติผ่านไปแล้ว คงจะเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงมีเรื่องราวมากมาย มีทั้งเรื่องพุทธปาฏิหาริย์ เรื่องที่พระองค์ทรงพบกับความลำบากยากเข็ญ ทั้งการบำเพ็ญทุกขรกริยากว่าจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือในช่วงที่ใกล้ปรินิพพานที่ต้องพบกับทุกขเวทนามากมาย จนอาจจะทำให้หลายคนสงสัยว่า กว่าจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องลำบากขนาดนี้ทุกพระองค์หรือไม่ คำตอบคือไม่เหมือนกัน เช่น พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วัน พระโกนาคมสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๖ เดือน พระกุกกุสันธสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือนเต็ม พระเวสสภูสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๖ เดือน พระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือน เป็นต้น แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศรีศากยมุนี โคดม ต้องใช้ระยะเวลาบำเพ็ญเพียรถึง ๖ ปี เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ลองศึกษาบุพกรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัน                 

                    พระผู้มีพระภาคผู้เป็นนายกของโลก แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์เป็นอันมากประทับนั่งอยู่ที่พื้นหินอันเป็นรัมณียสถานโชติช่วงด้วยแก้วต่างๆ ในละแวกป่าอันมีกลิ่นหอมต่างๆ ใกล้สระอโนดาต ตรัสชี้แจงบุพกรรมทั้งหลายของพระองค์ ณ ที่นั้นว่า

                    บุพกรรมฝ่ายกุศล

                    การถวายผ้าเก่า

                    ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังกรรมที่เราทำแล้วของเรา เราเห็นภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรรูปหนึ่งแล้วได้ถวายผ้าเก่า เราปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า

                   ในกาลนั้น ผลแห่งกรรม คือการถวายผ้าเก่า ย่อมอำนวยผลให้เป็นพระพุทธเจ้า.

                   ก็เพราะเหตุที่เมื่อบุคคลปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า

                   ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่จะสำเร็จได้  ก็ด้วยธรรม ๘  ประการ คือ

                   ความเป็นมนุษย์  ๑  ความถึงพร้อมด้วยเพศ (ต้องเป็นเพศบุรุษ)  ๑    เหตุ (มีอุปนิสสัยบรรลุมรรคผลได้)  ๑   การได้เห็นพระศาสดา (พบพระพุทธเจ้าขณะที่มีพระชนม์อยู่) ๑   การได้บรรพชา (ได้บวชเป็นดาบสหรือภิกษุอยู่)  ๑   ความสมบูรณ์ด้วยคุณ (ได้สมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕) ๑   การกระทำอันยิ่งใหญ่ (สละชีวิตแก่พระพุทธเจ้าได้) ๑   ความเป็นผู้มีฉันทะ (พอใจ อุตสาหะ บำเพ็ญพุทธการกธรรม) ๑.

                   พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญพุทธการกธรรม  อธิษฐานข้อวัตรให้ยิ่งยวดขึ้นไป  เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศให้บริบูรณ์  ตราบจนมาถึงอัตภาพที่เป็นพระเวสสันดร  อันเป็นพระชาติสุดท้ายของการบำเพ็ญบารมีอันยิ่งใหญ่ทำให้มหาปฐพีแม้ไม่มีจิตก็ยังไหวถึง ๗ ครั้ง   และจุติจากพระเวสสันดร บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

                   บุพกรรมที่ได้ถอนหญ้าและอื่นๆลานพระเจดีย์ของพระปัจเจกพุทธเจ้า

                  พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เรื่องเคยมีมาแล้วได้มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อว่า สังขะ  ในเมืองตักกสิลา มาณพชื่อว่า สุสิมะ  ที่เป็นบุตรของพราหมณ์นั้นมีอายุราว  ๑๖  ปี 

                  วันหนึ่งได้เข้าไปหาบิดา ไหว้แล้วยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. บิดาพูดกับบุตรนั้นว่า พ่อสุสิมะ อะไรกัน. 

                  บุตรนั้นพูดว่า คุณพ่อครับ ผมต้องการจะไปศึกษาศิลปวิชาที่เมืองพาราณสี.

                  บิดาพูดว่า “ลูกสุสิมะ ถ้าอย่างนั้น (เจ้าจงไปเถิด) เพื่อนของพ่อเป็นพราหมณ์ชื่อโน้น เจ้าไปยังสำนักของพราหมณ์นั้นแล้วจงเรียนวิชาเถิด”ดังนี้ แล้วมอบทรัพย์ให้พันกหาปณะ สุสิมะมาณพนั้นรับทรัพย์ ๑ พันกหาปณะนั้นแล้ว ไหว้อำลามารดาบิดา ไปสู่เมืองพาราณสีโดยลำดับ เข้าไปหาอาจารย์ด้วยวิธีประกอบด้วยมรรยาทเรียบร้อย ไหว้แล้ว แนะนำตน อาจารย์ทราบว่าเด็กหนุ่มนี้เป็นบุตรเพื่อนของเรา จึงรับมาณพ (นั้น) แล้วได้กระทำการต้อนรับทุกอย่าง.

                  มาณพนั้นบรรเทาความเมื่อยล้าจากการเดินทางไกล (พักผ่อน) แล้วได้มอบทรัพย์ ๑ พันกหาปณะนั้นไว้ที่ใกล้เท้าอาจารย์ ขอโอกาสเรียนศิลปวิทยา อาจารย์ให้โอกาสแล้วก็ให้ศึกษา มาณพนั้นเรียนได้ไวด้วย เรียนได้มากด้วยและจดจำสิ่งที่เรียนไว้แล้วๆ ไม่ลืม เหมือนน้ำมันที่ใส่ไว้ในภาชนะทองฉะนั้นได้เรียนศิลปวิทยา ซึ่งคนทั่วไปใช้เวลาเรียน ๑๒ ปี(โดยใช้เวลาเรียน) เพียง ๒-๓ เดือนเท่านั้น เขาเมื่อจะกระทำการสาธยาย ย่อมเห็นเบื้องต้น และท่ามกลางของศิลปะนั้นได้ แต่ไม่เห็นที่สุด. 

                  ครั้งนั้นเขาจึงเข้าไปหาอาจารย์แล้วเรียนว่า กระผมย่อมเห็นเบื้องต้นและท่ามกลางเท่านั้นของศิลปะนั้น แต่ไม่เห็นที่สุด. 

                  อาจารย์กล่าวว่า  ดูก่อนพ่อ  แม้เราเองก็ไม่เห็นเหมือนกัน.

                  มาณพจึงเรียนถามว่า  ข้าแต่ท่านอาจารย์  เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครเล่าย่อมทราบที่สุดแห่งศิลปะนี้ได้. 

                  อาจารย์ตอบว่า  ดูก่อนพ่อ  ที่ป่าอิสิปตนะมีฤาษีทั้งหลายอยู่ ฤาษีเหล่านั้นพึงทราบได้. 

                  มาณพกล่าวว่า  ท่านอาจารย์กระผมเข้าไปหาฤาษีเหล่านั้น แล้วจักไต่ถาม. 

                 อาจารย์ตอบว่า  เจ้าจงถามตามสบายเถิดพ่อ.

                 มาณพนั้นไปยังป่าอิสิปตนะ เข้าไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายแล้วเรียนถามว่า ท่านทั้งหลายทราบเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด (ของศิลปะ) หรือ.

                พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายตอบว่า 

                ดูก่อนอาวุโส ใช่แล้ว พวกเราทราบ.

                มาณพเรียนว่า  ท่านทั้งหลายจะให้กระผมศึกษาบ้างได้ไหม 

                พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายตอบว่า 

               อาวุโส  ถ้าอย่างนั้นเจ้าจงบวช  (เสียก่อน)  ด้วยว่าผู้ที่ไม่บวชไม่อาจศึกษาได้. 

               มาณพเรียนว่า  ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  ดีละ ท่านทั้งหลายจงให้กระผมบวช  ท่านทั้งหลายกระทำสิ่งที่ท่านทั้งหลายปรารถนาแล้วจงให้กระผมทราบที่สุดแห่งศิลปะเถิด.

              พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นให้มาณพนั้นบวชแล้ว  ก็ไม่สามารถที่จะสั่งสอนในกัมมัฏฐานได้  พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น  ให้ศึกษาอภิสมาจาริกวัตร  โดยนัยเป็นต้นว่า  ท่านพึงนุ่งอย่างนี้  ท่านพึงห่มอย่างนี้ ก็สุสิมะนั้นศึกษาอยู่ที่ป่าอิสิปตนะนั้น  ได้บรรลุปัจเจกโพธิญาณโดยไม่นานเลย  เพราะ(ความที่ตน)  สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย  ท่านจึงได้ปรากฏในเมืองพาราณสีทั้งสิ้นว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าสุสิมะเกิดขึ้นแล้ว ท่านถึงความเลิศด้วยลาภ  เลิศด้วยยส  มีบริวารพรั่งพร้อม  พระปัจเจกพุทธเจ้าสุสิมะนั้น  ไม่นานเลยก็ปรินิพพาน เพราะท่านได้ทำกรรมที่เป็นเหตุให้มีอายุน้อยไว้. 

                   พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายและหมู่มหาชนกระทำซึ่งสรีรกิจของพระปัจเจกพุทธเจ้าสุสิมะนั้น  ถือเอาแล้วซึ่งพระธาตุทั้งหลายให้ประดิษฐานไว้ในพระสถูปที่ประตูพระนคร.

                   ครั้งนั้นแล  สังขพราหมณ์คิดว่า  บุตรของเราไปนานแล้ว  และเราก็ไม่ทราบความเป็นไปของบุตรนั้น  ดังนี้.  ต้องการที่จะพบบุตร  จึงออกจากเมืองตักกสิลา  ไปถึงเมืองพาราณสีโดยลำดับ  เห็นหมู่มหาชนประชุมกันอยู่จึงดำริว่า ในบรรดาหมู่ชนเป็นอันมาก  คงจะมีใครสักคนหนึ่งทราบความเป็นไปแห่งบุตรของเราบ้างเป็นแน่  ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปในที่นั้นถามว่า เด็กหนุ่มชื่อว่าสุสิมะมาในที่นี้มีอยู่  พวกท่านทราบความเป็นไปของเขาบ้างแหละหรือ

                  มหาชนตอบว่า  ใช่แล้วพราหมณ์  เราทั้งหลายทราบอยู่ สุสิมะมาณพเป็นผู้จบไตรเพทในสำนักของพราหมณ์ในนครนี้. บวชในสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย  แล้วสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ สถูปองค์นี้  มหาชนให้สร้างประดิษฐานไว้เพื่อสุสิมะปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์นั้น.

                  สังขพราหมณ์นั้นใช้มือทุบแผ่นดินร้องไห้คร่ำครวญ  ไปยังลานเจดีย์นั้น ถอนหญ้าทั้งหลายขึ้นแล้ว ใช้ผ้าห่ม (ห่อ) ขนทรายมา แล้วเกลี่ยลงที่ลานพระเจดีย์ของพระปัจเจกพุทธเจ้า ประพรมด้วยน้ำจากคณโฑ  (ลักจั่น) กระทำบูชาด้วยดอกไม้ป่าทั้งหลาย  ใช้ผ้าห่มยกทำเป็นธงปฏากขึ้น  ผูกร่มของตนไว้เบื้องบนสถูป  แล้วหลีกไป.

                  ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำอดีตนิทานมาอย่างนี้แล้วเมื่อทรงสืบต่ออนุสนธิชาดกนั้น  ให้เชื่อมกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน จึงตรัสธรรมกถาแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย  ท่านทั้งหลายไม่พึงเห็นข้อนั้นอย่างนี้ว่า  คนอื่นจะพึงมีได้แล  สังขพราหมณ์ได้มีแล้วในสมัยนั้นแน่แท้  เราเองได้เป็นสังขพราหมณ์โดยสมัยนั้น  เราได้ถอนหญ้าที่ลานพระเจดีย์ของพระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าสุสิมะ  ด้วยผลที่ไหลออกแห่งกรรมของเรานั้น  ชนทั้งหลายได้กระทำหนทางประมาณ  ๘  โยชน์  ให้ปราศจากตอและหนาม  แล้วกระทำพื้นที่ให้เสมอสะอาด เราได้เกลี่ยทรายลงที่ลานพระเจดีย์นั้น  ด้วยผลที่ไหลออกแห่งกรรมของเรานั้น  ชนทั้งหลายได้เกลี่ยทรายในหนทางประมาณ  ๘  โยชน์ เราได้ทำการบูชาด้วยดอกไม้ป่าที่พระเจดีย์ของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ด้วยผลที่ไหลออกแห่งกรรมของเรานั้น  ชนทั้งหลายได้ทำการลาดดอกไม้ ด้วยดอกไม้นานาชนิดทั้งบนบกและในน้ำในหนทางประมาณ  ๘  โยชน์  เราได้ทำการประพรมภาคพื้นด้วยน้ำที่ลานพระเจดีย์นั้น  ด้วยน้ำในคณโฑ  ด้วยผลอันไหลออกแห่งกรรมของเรานั้น  ฝนโบกขรพรรษจึงตกลงในเมืองเวสาลี เราได้ยกธงปฏากและผูกฉัตรไว้ที่เจดีย์ของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ด้วยผลอันไหลออกแห่งกรรมของเรานั้น  มนุษย์และเทวดาทั้งหลายได้ยกธงปฏากและยกฉัตรซ้อนฉัตรขึ้นจนถึงอกนิษฐภพ 

                  ภิกษุทั้งหลาย  การบูชาพิเศษเพื่อเรานี้  มิได้บังเกิดขึ้นด้วยพุทธานุภาพ มิได้เกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งนาค  เทพ  และพรหม  แต่ได้บังเกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งการบริจาคอันมีประมาณน้อย  (ของเรา)  ดังกล่าวมานี้แล.

                  นี้เป็นบุพกรรมอันยิ่งใหญ่ในฝ่ายกุศล

                  คราวหน้าจะเป็นเรื่องราวของบุพกรรมฝ่ายอกุศลขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นคำตอบว่าเพราะเหตุใด พระพุทธเจ้าจึงต้องใช้ระยะเวลาในการบำเพ็ญเพียรถึง ๖ ปี เพราะเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงถูกกล่าวโทษ ถูกด่าว่า ถูกกล่าวหา หรือแม้กระทั้งทรงปวดศีรษะ

                   ขออนุโมธนาบุญกับผู้ศึกษาพุทธประวัติ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: