สูกรมัทวะ สิ่งที่นายจุนทะถวายแด่พระผู้มีพระภาคเป็นมื้อสุดท้าย

             ความเดิมตอนที่แล้ว นายจุนทะได้ถวายสูกรมัทวะแด่พระพุทธเจ้า อาจมีผู้สงสัยว่า “สูกรมัทวะ” คืออะไร จึงหาคำตอบมาให้อ่านกัน

             สูกรมัทวะคือ อาหารหรือยาบำรุงกึ่งอาหารประเภทโสม ซึ่งเป็นสิ่งนายจุนทกัมมารบุตร อังคาสแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นมื้อสุดท้ายก่อนปรินิพพาน ซึ่งนายจุนทะตบแต่งตามรสายนวิธี ด้วยประสงค์ว่า การปรินิพพานจะยังไม่มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า. 

            เมื่อพระผู้มีพระภาคเสวยภัตตาหารของนายจุนทกัมมารบุตรแล้ว ก็เกิดอาพาธอย่างร้ายแรง มีเวทนากล้าเกิดแต่การประชวรลงพระโลหิต (ถ่ายเป็นเลือด) ใกล้จะนิพพาน ทำให้บุรพาจารย์ท่านวินิจฉัยว่า สูกรมัทวะ เป็นอาหารหรือยา หรือสิ่งอะไรกันแน่

            โดยบุรพาจารย์ท่านวินิจฉัยไว้ ๗ ประการคือ

            ๑. ปวัตตมังสะ  ของสุกรที่ใหญ่ที่สุดตัวหนึ่ง  ไม่หนุ่มนัก ไม่แก่นัก.  นัยว่า ปวัตมังสะนั้นนุ่มสนิท.  อธิบายว่า  ให้จัดปวัตตมังสะนั้น  ทำให้สุกอย่างดี.

            ๒. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า  ก็คำว่า สูกรมัททวะนี้เป็นชื่อ ของข้าวสุกอ่อน  ที่จัดปรุงด้วยปัญจโครส  (ขีร นมสด  ทธิ นมส้ม ฆตํ  เนยใส  ตกฺตํ  เปรียง  และโนนีตํ  เนยแข็ง)และถั่ว  เหมือนของสุกชื่อว่า  ควปานะ  ขนมผสมน้ำนมโค.

            ๓. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า  วิธีปรุงรส  ชื่อว่าสูกรมัททวะ ก็สูกรมัททวะนั้นมาในรสายนศาสตร์. 

            ๔. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สูกรมัทวะ ความว่า ไม่ใช่เนื้อสุกร แต่เป็นหน่อไม้ไผ่  ที่พวกสุกรแทะดุน. 

            ๕. อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า  เห็ด  ที่เกิดในถิ่นที่พวกสุกรแทะดุน.

            ๖. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า  บ่อเกิดแห่งรสชนิดหนึ่ง อันได้นามว่า  สุกรอ่อน.

            ๗. อีกพวกหนึ่งเห็นว่า  น่าจะเป็นอาหารบำรุงประเภทโสม  ซึ่งมีพวกสมุนไพรผสมอยู่ด้วย  ซึ่งเรียกว่า สูกรมัทวะ

            ในพระไตรปิฎก ฉบับฉลองศิริราชสมบัติ ๖๐ ปี กล่าวไว้ในเชิงอรรถ ว่า สูกรมัทวะ  หมายถึง เนื้อสันของสุกรที่เจริญเติบโตอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งกล่าวกันว่า อ่อนนุ่ม และอุดมด้วยไขมัน ได้รับการจัดแจงปรุงรสอย่างดี มีมติของอาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า คำว่า สูกรมัทวะ หมายถึง ชื่อของวิธีปรุงน้ำซุปเบญจโครสผสมด้วยข้าวสุกนุ่ม  นอกจากนี้ ยังมีเกจิอาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า “ชื่อว่าสูกรมัทวะ ได้แก่วิธีปรุงยาบำรุงกำลัง (รสายนวิธี) ชนิดหนึ่ง ซึ่งนายจุนทะตั้งใจปรุงเป็นพิเศษ ด้วยหวังว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจะไม่พึงปรินิพพาน” อนึ่งในสูกรมัทวะนั้น เหล่าเทวดาในมหาทวีปทั้ง ๔ ซึ่งมีทวีปเล็กจำนวน ๒,๐๐๐ ทวีป เป็นบริวาร ต่างพากันใส่โอชารสเข้าไป (นัย ที.ม.อ. ๑๗๒)

            สรุปแล้วก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันต่อไปว่า สูกรมัทวะ คืออะไร แต่เพราะเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงต้องฉัน สูกรมัทวะ แล้วเกิดอาการประชวร ไม่ใช่พระผู้มีพระภาคจะไม่ทรงทราบ หากแต่เป็นกรรมเก่าที่พระองค์เคยสร้างไว้

บุพกรรมที่ทำให้ถ่ายด้วยการลงพระโลหิต

            การถ่ายด้วยการลงพระโลหิต  ชื่อว่า  อติสาระ  โรคบิด.ได้ยินว่าในอดีตกาล  พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลคหบดี เลี้ยงชีพด้วยเวชกรรม.  พระโพธิสัตว์นั้น  เมื่อจะเยียวยาบุตรของเศรษฐีคนหนึ่งผู้ถูกโรคครอบงำจึงปรุงยาแล้วเยียวยา  อาศัยความประมาทในการให้ไทยธรรมของบุตรเศรษฐีนั้น  จึงให้โอสถอีกขนานหนึ่ง  ได้กระทำการถ่ายโดยการสำรอกออก  เศรษฐีได้ให้ทรัพย์เป็นอันมาก.  ด้วยวิบากของกรรมนั้น  พระโพธิสัตว์จึงได้ถูกอาพาธด้วยโรคลงโลหิตครอบงำในภพที่เกิดแล้ว ๆ ในอัตภาพหลังสุดแม้นี้  ในปรินิพพานสมัย  จึงได้มีการถ่ายด้วยการลงพระโลหิต  ในขณะที่เสวยสูกรมัททวะที่นายจุนทะกัมมารบุตรปรุงถวาย  พร้อมกับพระกระยาหารอันมีทิพโอชะที่เทวดาในจักรวาลทั้งสิ้นใส่ลงไว้.  กำลังช้างแสนโกฏิเชือก  ได้ถึงความสิ้นไป. 

            ในวันเพ็ญเดือน  ๖  พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินไปเพื่อต้องการปรินิพพานในเมืองกุสินารา  ประทับนั่งในที่หลายแห่ง กระหายน้ำทรงดื่มน้ำ  ทรงถึงเมืองกุสินาราด้วยความลำบากอย่างมหันต์  แล้วเสด็จปรินิพพานในเวลาปัจจุบันสมัยใกล้รุ่ง.   แม้เป็นพระพุทธเจ้ากรรมเก่าก็ไม่ละเว้น.  ด้วยเหตุนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า

                 “เราเป็นหมอรักษาโรค  ได้ถ่ายยาบุตรของเศรษฐี   ด้วยวิบากของกรรมนั้น  โรคปักขันทิกาพาธจึงมีแก่เรา”

                 จะเห็นได้ว่าแม้เป็นอริยบุคคล ผู้สูงสุดคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ยังหนีกรรมเก่าไม่พ้น ไม่สามารถแก้กรรมได้ แต่ในปัจจุบันผู้ที่เรียกตนเองว่า ชาวพุทธกลับพยายามที่จะแสวงหาวิธีที่จะหลีกหนีจากกรรม หรือวิธีแก้กรรมกัน ซึ่งถ้ามีวิธีที่ว่าจริงพระพุทธเจ้า คงไม่ต้องรับเวทนาจากกรรมเก่าที่เคยกระทำมาในอดีตชาติ

                  ตอนต่อไปจะมีเรื่องใดๆเกิดขึ้นอีก นายจุนทะจะได้รับผลอย่างไรในการถวายสูกรมัทวะ โปรดติดตาม

                 ขออนุโมธนาบุญผู้มีบุญมากทุกท่าน ในการศึกษาพุทธประวัติ

Advertisements

10 ความเห็น

  1. พระมหาจูม said,

    เมษายน 18, 2011 ที่ 3:37 pm

    ขอความปรารถนา ของจงประสพผลสำเร็จ ครับ

    ขอความรู้ไปใช้ประโยชน์ ดีมาก หาตั้งนาน ขอดบคุณครีบ

  2. รุ้ง said,

    มกราคม 7, 2012 ที่ 7:06 am

    เมื่อจุนทะ คือผู้นำยาพิษไปให้ พระพุทธเจ้า
    เป็นเรื่องน่าสงสัยว่า ใยพระอานนท์ถึง แจ้งแก่สาธารณะว่า
    พระพุทธเจ้ามิให้เอาเรื่อง แล้วก็มีพระอานนท์คนเดียวที่อยู่กับพระพุทธเจ้าหลังจากโดน จุนทะ วางยา เหตุการณ์มันค่อนข้างหมูไปริด ซึ่งหลังสิ้นพระพุทธเจ้าพระอานนท์ และพวก ก็ยิ่งใหญ่มากในอินเดีย

    เหตุการณต่างๆมันน่าสงสัยมาตั้งแต่การแสดงโอวาทปฏิโมกข์แล้วหละ
    ลองคิดดูซิ หมอตุลออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน กับคน 200 เรายังไม่เชื่อ่ามิได้นัด

    แล้วคนตั้ง1250คน + ปัญจวคี5 ในสมัยที่ไม่มีโทรศัพท์ มันไม่มีปาฏิหารใดหรอก มันนัดกันอย่างแน่นอน นัดมาทำอะไร ตระเตรียมสิ่งใดมาบีบ พระพุทธเจ้าหรือไม่ ใยมิมีคนสืบค้น หากอยู่กับปัจจุบันจริง ท่านก็เห็นแล้วว่า พรรคพวก จากการก่อการในครั้งนั้น ยิ่งใหญ่ทรงอิฐิพลมาก ทำผิดกันมากมายให้เสื่อม พวกเขาข่มขู่ผู้นำธรรมมาบอกให้แต่งตั้งพวกเขาเป็นนักพยากรประจำศาสนาเท่านั้น โดยพวกเขาได้รับอามิสเป็นทาน เป็นยศ เป็นสรรเสริญ

    ลองค้นคว้าประวัติศาสตร์ด้วยศาสตร์ ปัจจุบันดูซิ มีอะไรไม่ชอบมาพากล มากมายที่เป็นช่องทางทุจริต ทำให้ชื่อเสียง พระพุทธเจ้าเสื่อมลง ๆ หลังจากที่แต่งตั้งผู้ก่อการณ์ในวันนั้น และสุดท้าย ท่านก็โดนวางยา คดีเงียบ อย่างแยบยล

    • มกราคม 8, 2012 ที่ 7:47 pm

      สำหรับความเห็นของคุณรุ้งผมจะขอตอบดังนี้
      1 สูกรมัทวะ สิ่งที่นายจุนทะ ถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิใช่ยาพิษ นายจุนทะมีความตั้งใจที่จะบำรุงกำลังพระองค์ แต่สาเหตุที่พระองค์เสวยแล้วต้องประชวร เป็นบุรพกรรมเก่าของพระองค์ที่เคยเป็นหมอแล้วปรุงยาทำให้ลูกเศรษฐีตาย (รายละเอียดในเรื่องบุรพกรรมของพระพุทธเจ้า
      2 การแสดงโอวาทปาฏิโมกข์นั้น ที่ระบุว่าเป็นการรวมตัวโดยที่มิได้นัดหมาย เนื่องจากผู้เข้าร่วมทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ขีนาสพ ผู้ทรงอภิญญา 6 ครบถ้วน สามารถมีอนาคตังสญาณ คือญาณหยั่งรู้อนาคตอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องทำการนัดหมาย และพระอรหันต์ที่เข้าร่วมส่วนหนึ่งก็เป็นศิษย์ในสำนักพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะซึ่งอยู่ที่เมืองราชคฤห์อยู่แล้ว (พระปัญจวัคคีมิได้เข้าร่วม)
      สุดท้ายนี้หากมีความสงสัยใดๆ สามารถเขียนในส่วนความเห็นได้ หากสามารถไขข้อสงสัยได้จะพยายามช่วยตอบ
      ป.ล.กรุณาอย่างนำ blog นี้ไปข้องเกี่ยวกับการเมืองเลยครับ มันไม่เกิดประโยชน์

      • Nue said,

        พฤศจิกายน 24, 2015 ที่ 8:53 am

        สาธุครับ

  3. mepandaba said,

    กรกฎาคม 10, 2012 ที่ 12:14 am

    สิ่งสูงค่านั้นคงต้องใช้บุญเก่าบุญใหม่สะสม และความเพียงแสวงหา เพื่อสร้างปัญญาให้เกิดและเข้าใจสิ่งที่ได้เกิดไปแล้ว พระพุทธองค์ทรงรู้แจ้งเหตุการณ์ที่จะเกิด แต่ท่านมิได้หนี แต่ท่านยอมรับและชดใช้ให้หมดและจบสิ้นลง …ไม่เหมือนคนปัจจุบันที่หาทางล้างกรรม วิ่งหนีกรรม

  4. พฤษภาคม 7, 2013 ที่ 11:32 am

    สาธุ สาธุ ขออนุโมทนา ส่วนบุญส่วนกุศลครับผมเองเมื่อได้เข้าใจความหมายในการเป็นพุทธมามะกะ แล้วผมก็พยายามที่จะประกาศพระสูตรธรรม ครับผมเองต้องขออนุญาติ คัดลอกเรื่องราวบางตอนไปโพสต์ลงเฟสบุ๊ค ขอบพระคุณครับ

  5. พฤษภาคม 10, 2013 ที่ 5:52 pm

    สาธุ สาธุ ขออนุโมทนา ส่วนบุญส่วนกุศลครับผมคิดว่าใกล้วันประชุมพุทธศาสนาแล้วหรือก็คือวัน วิสาขบูชา ครับส่วนของพระภิกษุทั้งปวงก็ต้องอยู่ประจำวัดตลอด4เดือนนี้อาจจะเหนื่อยที่สุดในรอบหนึ่งพรรษาหรือ 1ปี ขอบพระคุณครับ

  6. พฤษภาคม 12, 2013 ที่ 7:59 am

    สาธุ สาธุ ขออนุโมทนา ครับตอนนี้กระผมเองกำลังพยายามนำเสนอเรื่องราวเป็นบางตอนลงเฟสบุ๊ค ครับใกล้วิสาขบูชาแล้วบางวัดวาอารามจัดกิจกรรมประจำปีด้วยรวมทั้งพิธีกรรมต่างๆผมคิดว่าหากมีโอกาศก็จะเข้าวัดฟังธรรมะเทศนาครับ ขอบพระคุณครับ

  7. น้ำผึ้งไพร said,

    กันยายน 7, 2015 ที่ 11:53 am

    คุณรุ้งไม่ควรออกความเห็นเช่นนั้น การกล่าวร้ายอย่างนั้นมันยิ่งใหญ่นัก แม้จะเป็นการกล่าวกับบุคคลธรรมดาที่ยังมีชีวิตอยู่ เราศึกษาอะไร ประวัติคน หรือ หนทางแห่งการพ้นทุกข์ ถ้าศึกษาประวัติคน มันก็ไม่แฟร์นะ เพราะเขาไม่สามารถมาตอบแก้ข้อสงสัยใดๆ หยุดเถอะ ชีวิตมันสั้น ถ้าไม่มีหลักฐานมากกว่าการจินตนาการ แล้วศาสนาพุทธก็ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรมากมายเลยในแถบนั้น ยังถูกครอบงำด้วยศาสนาอื่นๆอีกมากมาย เราโชคดีแล้วที่ท่านอานนท์นำคำสอนมาเผยแผ่

  8. 玛哈老师 said,

    พฤศจิกายน 27, 2015 ที่ 8:18 am

    http://www.dharma-gateway.com/ubasok/satien/ubasok-28.htm ความเห็นในเรื่องนี้ของอาจารย์เสถียร ผมเห็นว่ารอบคอบมาก ผมสมัครใจเชื่ออาจารย์เสถียรมากกว่า


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: