อนาถบิณฑิก เศรษฐีผู้ยิ่งในการให้ทาน

                 หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงโปรดพระสารีบุตรให้บรรลุอรหันตผลแล้ว ก็ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์อันเป็นที่มาของวันมาฆบูชา ดังที่เคยได้เขียนแล้วนั้น สมัยนั้นพระพุทธองค์ได้ประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน ในเมืองราชคฤห์ หลังจากนี้จะเป็นเรื่องราวของอุบาสกคนสำคัญในพระพุทธศาสนา คือ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

                   ท่านอนาถบิณฑิกะ บังเกิดในเรือนของสุมนเศรษฐี กรุงสาวัตถี ชนทั้งหลายตั้งชื่อให้แก่เขาว่า “สุทัตตะ” มีภรรยาชื่อบุญญลักขณา มีบุตรหนึ่งคนชื่อ กาละ และมีธิดา ๓ คน คือ มหาสุภัททา จุลสุภัททา และสุมนา แต่เนื่องจากท่านเป็นคนใจบุญ มีเมตตากรุณา ได้เตรียมก้อนข้าวไว้เพื่อแจกจ่ายให้แก่คนยากจนอนาถาเสมอ ๆ คนทั้งหลายจึงให้ชื่อท่านว่า อนาถปิณฑิกะ

 

                    สาเหตุที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้เป็นผู้ให้ทานมาก ก็เนื่องมาจาก เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า  ปทุมุตตระ  คฤหบดีนั้น บังเกิดในเรือนสกุล  กรุงหังสวดี  เมื่อฟังธรรมกถาของพระศาสดา  เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาอุบาสกผู้หนึ่งในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกเป็น อุบาสกผู้ถวายทาน  จึงกระทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น. เขาเวียนว่ายไปในเทวดาและมนุษย์ตลอดแสนกัป  ในพุทธุปบาทกาลนี้มา

บริเวณหน้าบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี ปัจจุบัน

บริเวณภายในบ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

 

บ้านท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เมื่อมองจากบ้านท่านราชปุโรหิต บิดาขององคุลีมาร ที่อยู่ใกล้กัน

 

                    สมัยนั้น อนาถบิณฑิกคหบดี เป็นน้องเขยของราชคหเศรษฐี    ครั้งนั้น อนาถบิณฑิกคหบดีไปเมืองราชคฤห์ ด้วยกรณียกิจบางอย่าง

                    สมัยนั้น ราชคหเศรษฐีได้นิมนต์พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น ประมุข เพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น จึงได้สั่งทาสและกรรมกรทั้งหลายว่า พนาย ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ต้มข้าว หุงข้าว ต้มแกง จงช่วยกันจัดหา อาหารที่มีรสอร่อย

                     ขณะนั้น อนาถบิณฑิกคหบดีได้คิดว่า เมื่อเรามาคราวก่อน   ท่านคหบดีผู้นี้จัดทำธุระทุกอย่างเสร็จแล้ว สนทนาปราศรัยกับเราผู้เดียว บัดนี้เขา  มีท่าทีเปลี่ยนไป สั่งทาสและกรรมกรทั้งหลายว่า พนาย ถ้ากระนั้นพวกท่าน   จงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ต้มข้าว หุงข้าว ต้มแกงจงช่วยกันจัดหาอาหารที่มีรสอร่อยๆ    บางทีคหบดีผู้นี้จักมีงานอาวาหมงคล วิวาหมงคล หรือประกอบมหายัญ หรือจัก  ทูลเชิญเสด็จพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช พร้อมทั้งกองพลมาเลี้ยงในวัน รุ่งขึ้นกระมัง

                  ครั้นราชคหเศรษฐีสั่งทาสและกรรมกรแล้ว เข้าไปหาอนาถบิณฑิกคหบดี ได้นั่งสนทนากัน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง อนาถบิณฑิกคหบดีได้ ถามว่า “ท่านคหบดี คราวก่อนเมื่อฉันมาแล้ว ท่านได้จัดทำธุระทุกอย่างเสร็จแล้ว  ก็สนทนากับฉันผู้เดียว บัดนี้ท่านนั้นมัวสาละวนสั่งทาสและกรรมกรว่า ถ้ากระนั้นพวกท่านจงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ต้มข้าว หุงข้าว ต้มแกง จงช่วยกันจัดหาอาหารที่มีรส   อร่อยๆ บางทีท่านคหบดี จักมีงานอาวาหมงคล วิวาหมงคล หรือประกอบ มหายัญ หรือจักทูลเชิญเสด็จพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช พร้อมทั้งกองพล มาเลี้ยงในวันพรุ่งนี้กระมัง”

                  ราชคหเศรษฐีตอบว่า ท่านคหบดี ฉันจะได้มีงานอาวาหมงคล หรือวิวาหมงคล ก็หาไม่ แม้พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช พร้อมทั้งกองพลฉันก็มิได้เชิญเสด็จมาเลี้ยงในวันพรุ่งนี้ ที่ถูกฉันจะประกอบมหายัญ คือ ฉันได้นิมนต์พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อเลี้ยงในวันพรุ่งนี้  

            อ. “ท่านคหบดี ท่านกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้หรือ”

            ร. “ท่านคหบดี ฉันกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้จ้ะ”  

            อ. “ท่านคหบดี ท่านกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้หรือ”

            ร. “ท่านคหบดี ฉันกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้จ้ะ”  

            อ. “ท่านคหบดี ท่านกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้หรือ”

            ร. “ท่านคหบดี ฉันกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ดังนี้จ้ะ”  

            อ. “ท่านคหบดี แม้เสียงว่า พุทธะ นี้ก็ยากที่จะหาได้ในโลก  ท่านคหบดี ฉันสามารถจะเข้าเฝ้าเยี่ยมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา  สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ในเวลานี้ได้ไหม

            ร. “ท่านคหบดี เวลานี้ยังไม่ควรที่จะเข้าเฝ้าเยี่ยมพระผู้มีพระภาคอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น พรุ่งนี้ท่านจึงจะได้เข้าเฝ้าเยี่ยมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น”  

             หลังจากนั้น อนาถบิณฑิกคหบดีนอนนึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ว่า พรุ่งนี้เราจะได้เข้าเฝ้าเยี่ยมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ข่าวว่า เธอลุกขึ้นในกลางคืนถึงสามครั้งเข้าใจว่า สว่างแล้ว จึงได้เดินไปโดยทางอันจะไปประตูป่าสีตวัน พวกอมนุษย์เปิดประตูให้ ขณะเมื่อเดินออกจากพระนคร แสงสว่างได้หายไป ความมืดปรากฏแทน ความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้าได้บังเกิดแล้ว เธอได้คิดกลับจากที่นั้น

             ขณะนั้น สีวกยักษ์ไม่ปรากฏร่าง ให้ได้ยินแต่เสียงโดยคาถาว่าดังนี้

            “ช้าง ๑ แสน ม้า ๑ แสน รถม้าอัสดร ๑ แสน สาวน้อยประดับต่างหูเพชร ๑ แสนก็ยังไม่เท่า เสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการย่างเท้าไปก้าวหนึ่ง เชิญก้าวไปข้างหน้าเถิด ท่านคหบดี เชิญก้าวไปข้างหน้าเถิด ท่านคหบดี ท่านก้าวไปข้างหน้าดีกว่า อย่าถอยกลับเลย”   

            ทันใดนั้น ความมืดหายไป แสงสว่างได้ปรากฏแก่อนาถบิณฑิกคหบดี ความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า อันใดได้มีแล้ว อันนั้นได้สงบแล้ว 

            แม้ครั้งที่สอง …

            แม้ครั้งที่สาม แสงสว่างหายไป ความมืดได้ปรากฏแก่อนาถบิณฑิกคหบดี ความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้าได้บังเกิด เธอคิดจะ   กลับจากที่นั้นอีก แม้ครั้งที่สามสีวกยักษ์ไม่ปรากฏร่าง ให้ได้ยินแต่เสียง โดยคาถาว่าดังนี้:  

            “ช้าง ๑ แสน ม้า ๑ แสน รถม้าอัสดร ๑ แสน สาวน้อยประดับต่างหูเพชร ๑ แสน ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการย่างเท้าไปก้าวหนึ่ง เชิญก้าวไปข้างหน้าเถิด ท่านคหบดี เชิญก้าวไปข้างหน้าเถิด ท่านคหบดี ท่านก้าวไปข้างหน้าดีกว่าอย่าถอยกลับเลย”   

            แม้ครั้งที่สาม ความมืดหายไป แสงสว่างได้ปรากฏแก่อนาถบิณฑิกคหบดี   ความกลัวความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้าอันใดได้มีแล้ว อันนั้นได้สงบแล้ว จึงอนาถบิณฑิกคหบดีเดินเข้าไปยังสีตวันแล้ว

            ในที่สุดท่านอนาถบิณฑกเศรษฐีก็ได้บรรลุถึงป่าสีตวันสถานที่ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ หลังจากพบพระพุทธเจ้าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรโปรดติดตามกันต่อไป

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: