พระโมคคัลลานะ อัครสาวกผู้มีฤทธิ์มาก

                 หลังจากพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะออกบวชในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วต่อไปนี้คือเรื่องราวประวัติของพระโมคคัลลานะ ซึ่งจะสำเร็จอรหันต์ก่อนพระสารีบุตรจึงขอเล่าเรื่องพระโมคคัลลานะก่อน

                  พระโมคคัลลานะถือปฏิสนธิในครรภ์ของโมคคัลลีพราหมณี ในบ้านโกลิตคาม เมืองนาลันทา อันไม่ไกลกรุงราชคฤห์. เดิมชื่อ โกลิตะ  มารดาชื่อ โมคคัลลีพราหมณี  บิดาเป็นนายบ้านนามไม่ปรากฎ                                   

                  ก็ในวันนั้นแหละ แม้สหายของท่านคือพระสารีบุตรถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางสารีพราหมณีในบ้านอุปติสสคาม ไม่ไกลกรุงราชคฤห์.ได้ยินว่าตระกูลแม้ทั้งสองนั้นได้เป็นสหายเกี่ยวเนื่องกันมา  ๗ ชั่วตระกูลทีเดียว. ญาติทั้งหลายได้ให้การบริหารครรภ์แก่คนแม้ทั้งสองนั้นในวันเดียวกัน  ได้นำแม่นม  ๖๖  คนเข้าไปให้แก่คนทั้งสองนั้น  แม้ผู้ซึ่งเกิดแล้ว เมื่อล่วงไป ๑๐ เดือน.  ในวันตั้งชื่อ  ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อบุตรของสารีพราหมณีว่าอุปติสสะ  เพราะเป็นบุตรของหัวหน้าตระกูลในบ้านอุปติสสคาม  ตั้งชื่อบุตรของโมคคัลลีพราหมณีนี้ว่า โกลิตะ  เพราะเป็นบุตรของหัวหน้าตระกูลในบ้านโกลิตคาม.  คนแม้ทั้งสองนั้นเจริญวัยขึ้นก็สำเร็จศิลปศาสตร์ทุกอย่าง

                   ในเวลาไปยังแม่น้ำหรืออุทยานเพื่อจะเล่น  อุปติสสมาณพ มีวอทอง ๕๐๐ วอเป็นเครื่องแห่แหน  โกลิตมาณพมีรถเทียมม้า อาชาไนย ๕๐๐ คันเป็นเครื่องแห่แหน  ชนแม้ทั้งสองมีมาณพคนละ ๕๐๐ เป็นบริวาร. 

                    ก็ในกรุงราชคฤห์  มีมหรสพบนยอดเขาเป็นประจำปี.ชนทั้งหลายผูกเตียงไว้ในที่เดียวกัน สำหรับมาณพทั้งสองก็นั่งรวมกันดูมหรสพ ร่าเริงในฐานะที่ควรร่าเริง  สังเวชในฐานะที่ควรสังเวช ตกรางวัลในฐานะที่ควรตกรางวัล.

                    วันหนึ่ง เมื่อชนทั้งสองนั้นดูมหรสพโดยทำนองนี้แหละ  มิได้มีความร่าเริงในฐานะที่ควรร่าเริง สังเวชในฐานะที่ควรสังเวชหรือตกรางวัลในฐานะที่ควรตกรางวัล เพราะญาณแก่กล้าแล้ว. ก็ชนแม้ทั้งสองต่างคิดอย่างนี้ว่า มีอะไรที่เราจะควรดูในมหรสพนี้คนเหล่านี้แม้ทั้งหมด   ยังไม่ถึง ๑๐๐ ปี   ต่างก็จะล้มหายตายจากกันไป ก็เราทั้งหลายควรแสวงหาโมกขธรรมสักอย่างหนึ่ง ดังนี้แล้วนั่งนึกเอาเป็นอารมณ์อยู่ ลำดับนั้น โกลิตะกล่าวกะอุปติสสะว่า “เพื่อนอุปติสสะ ท่านไม่สนุกร่าเริงเหมือนวันก่อน ๆ ใจลอยท่านคิดอะไรหรือ”

                    อุปติสสะกล่าวว่า “เพื่อนโกลิตะ เรานั่งคิดถึงเรื่องนี้อยู่ว่าในการดูของคนเหล่านี้ ไม่มีแก่นสารเลย  การดูนี้ไม่มีประโยชน์ ควรแสวงหาธรรมเครื่องหลุดพ้นสำหรับตน ก็ท่านเล่า เพราะเหตุไรจึงใจลอย” แม้โกลิตะนั้นก็กล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน. 

                     ครั้นอุปติสสะรู้ว่าโกลิตะนั้นมีอัชฌาศัยอย่างเดียวกับตนจึงกล่าวอย่างนี้ว่า สิ่งที่เราแม้ทั้งสองคิดเป็นการคิดที่ดี เมื่อจะแสวงหาโมกขธรรม ควรจะได้การบวชสักอย่างหนึ่งดังนั้น  พวกเราจักบวชในสำนักใคร.

                    ก็สมัยนั้น สัญชัยปริพาชกอาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์ พร้อมกับปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่  มาณพทั้งสองนั้นตกลงว่า  จักบวช    ในสำนักของสัญชัยปริพาชกนั้น จึงบวชในสำนักของสัญชัยปริพาชกพร้อมกับมาณพ ๕๐๐ คน.  จำเดิมแต่กาลที่มาณพทั้งสองนั้นบวชแล้ว สัญชัยปริพาชกได้ลาภได้ยศเหลือหลาย.   มาณพทั้งสองนั้นเรียนจบลัทธิของสัญชัยปริพาชกทั้งหมด โดย ๒-๓ วันเท่านั้นแล้วถามว่า ท่านอาจารย์ ลัทธิอันเป็นความรู้ของท่านมีเท่านี้ หรือมียิ่งขึ้นไปอีก.

                     สัญชัยปริพาชกกล่าวว่า มีเท่านี้แหละ พวกท่านรู้หมดแล้ว.

                      มาณพเหล่านั้นฟังถ้อยคำ ของสัญชัยปริพาชกนั้นแล้ว คิดกันว่าเมื่อเป็นอย่างนี้    การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของสัญชัยปริพาชกนี้ก็ไม่มีประโยชน์  พวกเราออกบวชก็เพื่อแสวงหาโมกขธรรม พวกเราไม่อาจให้เกิดขึ้นในสำนักของสัญชัยปริพาชกนี้ ก็ชมพูทวีปใหญ่โต พวกเราเที่ยวไปยังคามนิคม และราชธานี  จักได้อาจารย์สักท่านหนึ่งผู้แสวงโมกขธรรมได้เป็นแน่จำเดิมแต่นั้น มาณพทั้งสองนั้นได้ฟังว่า สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตมีอยู่ ณ ที่ใด ๆ ก็ไป ณ ที่นั้น ๆ กระทำการสนทนาปัญหา.  ปัญหาที่มาณพทั้งนั้นถามแล้ว คนอื่นๆ ไม่มีความสามารถที่จะแก้ได้. แต่มาณพทั้งสองนั้น แก้ปัญหาของคนเหล่านั้นได้. มาณพทั้งสองนั้นเที่ยวสอบไปทั่วชมพูทวีป ด้วยอาการอย่างนี้ แล้วกลับมาที่อยู่เดิมของตน ได้ทำกติกากันว่า เพื่อนโกลิตะ ผู้ใดบรรลุอมตะก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่กัน

                 เหตุการณ์หลังจากนี้จะเป็นเรื่องราวที่พระสารีบุตรได้พบพระอัสสชิเถระ ตามที่ได้เขียนไปแล้วจึงจะขอข้ามไปถึงตอนที่พระโมคคัลลานะได้พบพระพุทธเจ้า

                 พระศาสดากำลังทรงแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัท ๔  ทรงเห็นกลุ่มปริพาชกของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะแต่ไกล จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า

พระโมคคัลลานะสำเร็จอรหันต์

                 สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าเภสกลา มิคทายวันใกล้สุงสุมารคีรนคร แคว้นภัคคะ  ส่วนท่านมหาโมคคัลลานะนั่งโงกง่วงอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งโงกง่วงอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์

                ครั้นแล้วทรงหายจากเภสกลามิคทายวัน ใกล้สุงสุมารคีรนคร แคว้นภัคคะ  เสด็จไปปรากฏเฉพาะหน้าท่านพระมหาโมคคัลลานะ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม  แคว้นมคธ  พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้ว ครั้นแล้วได้ตรัสถามท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า

                “ดูกรโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ ดูกรโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ”

                ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า  “อย่างนั้น  พระเจ้าข้า ฯ”

                “ดูกรโมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแหละ เมื่อเธอมีสัญญาอย่างไรอยู่ ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ เธอพึงทำไว้ในใจซึ่งสัญญานั้นให้มากข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้  ถ้าเธอยังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงตรึกตรองพิจารณา ถึงธรรมตามที่ตนได้สดับแล้วได้เรียนมาแล้วด้วยใจ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้  แต่นั้นเธอพึงสาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมาแล้วได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้แต่นั้นเธอพึงยอนช่องหูทั้งสองข้าง เอามือลูบตัว ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้  แต่นั้นเธอพึงลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตรฤกษ์ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้  ถ้ายังละไม่ได้  แต่นั้นเธอพึงทำในใจถึงเอาโลกสัญญา ตั้งความสำคัญในกลางวันว่า  กลางวันอย่างไร กลางคืนอย่างนั้น กลางคืนอย่างไร กลางวันอย่างนั้น มีใจ เปิดเผยอยู่ฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้แต่นั้นเธอพึงอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายเดินกลับไปกลับมาสำรวมอินทรีย์ มีใจไม่คิดไปในภายนอก ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้แต่นั้นเธอพึงสำเร็จสีหไสยา คือ นอนตะแคงเบื้องขวา  ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายในอันจะลุกขึ้น  พอตื่นแล้วพึงรีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า เราจักไม่ประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการเอนข้าง ความสุขในการเคลิ้มหลับ   ดูกรโมคคัลลานะเธอพึงศึกษาอย่างนี้แลฯ”

                 “ดูกรโมคคัลลานะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้สดับว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น ครั้นได้สดับดังนั้นแล้ว เธอย่อมรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่ง  ครั้นรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง  ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว ได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ดี  ทุกข์ก็ดี มิใช่สุข มิใช่ทุกข์ก็ดี ย่อมพิจารณาเห็น ความไม่เที่ยงในเวทนาเหล่านั้น พิจารณาเห็น   ความคลายกำหนัด พิจารณาเห็นความดับ พิจารณาเห็นความสละคืน เมื่อเธอพิจารณาเห็นอย่างนั้นๆ อยู่ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมปรินิพพานเฉพาะตัวทีเดียว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้   มิได้มี”

                “ดูกรโมคคัลลานะ โดยย่อด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุจึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน เป็นผู้เกษมจากโยคะล่วงส่วน  เป็นพรหมจารีล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายฯ”

                สิ้นเทศนาธาตุกัมมัฏฐาน พระมหาโมคคัลลานะก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ หลังจากอุปสมบทได้ ๗ วัน ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๓ ในพรรษาแรกของพุทธองค์  สำเร็จเป็นพระอรหันต์หลังพุทธองค์ ๘ เดือน ๒๒ วัน.

                ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของพระอัครสาวกเบื้องซ้ายผู้มีฤทธิ์มาก หลังจากนี้จะเป็นเรื่องราวของพระอัครสาวกเบื้องขวาผู้มีปัญญามาก ซึ่งบรรลุอรหันต์ในวันมาฆบูชา โปรดติดตามต่อไป

                ขออนุโมธนาบุญผู้มีบุญมากทุกท่านในการศึกษาพุทธประวัติ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: