ปฐมเทศนา ทรงเคลื่อนธรรมจักรกงล้อแห่งธรรม

                   หลังจากที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงทำให้ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ยินยอมได้แล้วนั้น พระศาสดาจะเริ่มทำการประกาศพระสาสนาเพื่อให้เกิดสงฆ์สาวกขึ้น เหตุการณ์เป็นอย่างไร ติดตามต่อได้ครับ

                  ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้พระปัญจวัคคีย์เหล่านั้นรู้ว่าพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า โดยพระดำรัสว่า  เธอทั้งหลายอย่าเรียกตถาคตโดยชื่อและโดยวาทะว่า “อาวุโส” เลย ตถาคตเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ดังนี้ แล้วประทับนั่งบนพุทธอาสน์อันประเสริฐที่ปูลาดไว้ เมื่อประจวบกับดาวนักษัตรแห่งเดือน ๘ หลัง กำลังดำเนินไป (อันเป็นที่มาของวันอาสาฬหบูชา) อันพรหม ๑๘ โกฏิห้อมล้อมแล้ว จึงตรัสเรียกพระเถระปัญจวัคคีย์มา ทรงแสดง พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อันยอดเยี่ยมเพริศแพร้วด้วยญาณ ๖ มีวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒. บรรดาพระเถระปัญจวัคคีย์เหล่านั้น พระโกณฑัญญเถระ ส่งญาณไปตามกระแสแห่งเทศนา ในเวลาจบพระสูตร ก็ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมกับพรหม  ๑๘ โกฏิ.

พระศาสดาทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕

                   ทรงประกาศธรรมจักรด้วยเสียงกึกก้อง เบื้องล่างแต่อเวจี เบื้องบนจดถึงภวัคคพรหม แผ่ไปทั่วหมื่นโลกธาตุตั้งอยู่. สมัยนั้นเอง พรหมนับได้ ๑๘ โกฏิ มาประชุมกันแล้ว.ดวงอาทิตย์ตกลงทางทิศตะวันตก ดวงจันทร์เต็มดวงประกอบด้วยหมู่ดาวนักษัตรแห่งเดือนอาฬหะลอยขึ้นไปอยู่ทางทิศตะวันออก สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงเริ่มธรรมจักกัปปวัตตนสูตรนี้  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  “ส่วนสุดทั้งสองอย่างนี้” อันบรรพชิต ผู้ตัดสังโยชน์แห่งคฤหัสถ์แล้วเข้าถึงการบวช ไม่ควรเสพ คือไม่พึงใช้สอยพัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย ในวัตถุกาม กิเลสกาม เป็นของเลว ลามก เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ที่คนอันธพาลประพฤติเนืองๆ แล้ว ไม่ประเสริฐ ไม่บริสุทธิ์ คือไม่ใช่ของสูงสุด มิใช่พระอริย ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่อาศัยเหตุที่นำประโยชน์เกื้อกูลและความสุขมาให้

                      การประกอบความลำบากแก่ตน ทำทุกข์แก่ตน นำทุกข์มาให้ด้วยการฆ่าตน มีการนอนหงายบนหนามเป็นต้น

                      พระองค์ทรงทำจักษุ คือ ปัญญา เพื่อประโยชน์แก่การสงบกิเลส เพื่อประโยชน์แก่การรู้ยิ่งซึ่งสัจจะทั้ง ๔  เพื่อประโยชน์แก่การตรัสรู้ สัจจะ ๔  เหล่านั้นนั่นเอง เพื่อประโยชน์แก่การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน

                      ด้วยอำนาจวนรอบ ๓ คือ สัจญาณ กิจญาณ และกตญาณ. ญาณตามความเป็นจริงในสัจจะ ๔   อย่างนี้ คือ นี้ทุกขอริยสัจจะ นี้ทุกขสมุทัย ชื่อว่าสัจญาณ. ญาณที่เป็นเครื่องรู้กิจที่ควรทำอย่างนี้ว่า ควรกำหนดรู้ ควรละในสัจจะเหล่านั้นเทียว ชื่อว่า กิจญาณ ญาณเป็นเครื่องรู้ภาวะแห่งกิจนั้นที่ทำแล้วอย่างนี้ว่า กำหนดรู้แล้ว ละได้แล้ว ดังนี้ ชื่อว่า กตญาณ 

                  มีอาการ  ๑๒  ด้วยอำนาจอาการสัจจะละ  ๓  นั้น.

                   ญาณทัสสนะ เกิดขึ้นแล้ว ด้วยอำนาจวนรอบ ๓ อย่าง อาการ ๑๒ อย่างเหล่านี้ ดวงตาเห็นธรรม ได้แก่ มรรค ๓  และผล ๓    ชื่อว่า เป็นธรรมจักษุ ธรรมจักร ได้แก่ ญาณ เป็นเครื่องแทงตลอด ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนโพธิบัลลังก์ ปฏิเวธญาณ มีอาการ ๑๒  เกิดขึ้นแล้วในสัจจะ ๔  ก็ดี ประทับนั่งแม้ในป่าอิสิปตนะ เทศนาญาณ ที่เป็นไปแล้ว เพื่อแสดงสัจจะมีอาการ ๑๒  ก็ดี  ชื่อว่าธรรมจักร.  ก็ญาณแม้ทั้งสองนั้น  ชื่อว่า ญาณที่เป็นไปแล้วในพระอุระของพระทศพลนั่นเทียว. ธรรมจักรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงประกาศ พระอัญญาโกณฑัญญเถระ กับพรหม ๑๘  โกฏิดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล  เมื่อธรรมจักรเป็นไปแล้ว

ธัมเมกขสถูป สถานที่แสดงปฐมเทศนา เมืองสารนาท แคว้นพาราณสี

 

                   ภุมฺมเทวดาผู้ดำรงอยู่บนพื้นดิน ประกาศให้ได้ยินเสียง เทวดาทั้งหลายให้สาธุการพร้อมกันทีเดียว กล่าวคำเป็นต้นว่า  นั่นธรรมจักรอันยอดเยี่ยม อันพระผู้มีพระภาคเจ้า….ดังนี้ ประกาศให้ได้ยินแล้ว. แสงสว่างคือ พระสัพพัญญุตญาณ. จริงอยู่ แสงสว่าง คือ พระสัพพัญญุตญาณนั้นไพโรจน์ล่วงเทวานุภาพของพวกเทพ. โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เสียงกึกก้องอย่างโอฬารแห่งพระอุทานนี้ แผ่ไปตลอดหมื่นโลกธาตุ

                    พระศาสดา ทรงเข้าจำพรรษาอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั้นนั่นเอง ในวันรุ่งขึ้น ประทับนั่งทรงโอวาทพระวัปปเถระ อยู่ในวิหารนั่นแล พระเถระที่เหลือทั้ง ๔ รูปเที่ยวบิณฑบาต. ในเวลาเช้านั่นเองพระวัปปเถระ ก็บรรลุพระโสดาปัตติผล โดยวิธีนี้นั่นแล ทรงให้พระเถระทั้งหมดดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล คือวันรุ่งขึ้น ให้พระภัททิยเถระบรรลุ วันรุ่งขึ้น ให้พระมหานามเถระบรรลุ วันรุ่งขึ้น ให้พระอัสสชิเถระบรรลุ

พระมูลคันธกุฎี ที่ประทับของพระพุทธเจ้า บริเวณป่าอิสิปตนมิคทายวัน

 

                      ครั้นในดิถีที่ ๕ แห่งปักษ์ ให้พระเถระทั้ง ๕  ประชุมกันแล้วทรงแสดง อนัตตลักขณสูตร ในเวลาจบเทศนา พระเถระทั้ง ๕  ดำรงอยู่ในพระอรหัต  อนัตตลักขณสูตรนี้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ก็รูปนี้เป็นอัตตา รูปนี้ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ จะพึงได้ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้ รูปของเราอย่าเป็นอย่างนั้นเลย  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะรูปเป็นอนัตตา ฉะนั้น รูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ ทั้งไม่ได้ในรูปว่า ขอรูปของเราจงเป็นอย่างนี้ รูปของเราอย่าเป็นอย่างนี้เลย  ดังนี้.

                      ทรงแสดงความเป็นอนัตตา ด้วยอำนาจความไม่เที่ยง  และเป็นทุกข์ทั้งสองไว้ ในอรหัตตสูตรนี้ว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง   รูปใดไม่เที่ยง รูปนั้นก็เป็นทุกข์ รูปใดเป็นทุกข์ รูปนั้นก็เป็นอนัตตา รูปใดเป็นอนัตตา รูปนั้นก็ไม่ใช่ของเรา เราก็ไม่เป็นรูปนั้น รูปนั้นก็ไม่ใช่อัตตาของเรา พึงเห็นรูปนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริง ดังกล่าวมานี้. เพราะเหตุไร.  เพราะ  อนิจฺจํ  และ  ทุกฺขํ  ปรากฏแล้ว  อนัตตายังไม่ปรากฏ.   จริงอยู่ เมื่อภาชนะใส่ของบริโภคเป็นต้นแตกไป คนทั้งหลายก็กล่าวว่า อโห  อนิจฺจํ  โอ  ไม่เที่ยงหนอไม่มีคนกล่าวว่า อนัตตา. หรือเมื่อต่อมฝีทั้งหลายเกิดขึ้นที่ร่างกาย หรือคนถูกหนามแทง ก็กล่าวกันว่า อโห ทุกขํ โอ ทุกข์หนอ แต่ไม่มีคนกล่าวว่า อโห อนตฺตา โอ ไม่ใช่อัตตาหนอ. เพราะเหตุไร. เพราะชื่อว่าอนัตตลักขณะนี้ ไม่ชัด เห็นยาก รู้กันยาก ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงความเป็นอนัตตานั้น ด้วยอำนาจไม่เที่ยงบ้าง ทุกข์บ้าง ทั้งไม่เที่ยงทั้งทุกข์ทั้งสองบ้าง. รูปนี้นั้น ทรงแสดงด้วยอำนาจไม่เที่ยงเป็นทุกข์เท่านั้น

                  ในปริวัฏ ๓ แม้นี้. แม้ในเวทนาเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน

                 เรื่องราวของพุทธประวัติในตอนนี้อาจจะค่อนข้างเข้าใจยากอยู่สักหน่อย เนื่องจากเป็นเรื่องของหลักธรรมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหากจะสรุปอย่างง่ายๆ คือ ในวันที่พระศาสดาทรงแสดงปฐมเทศนา ทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เนื้อหาจะแบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ

  1. ว่าด้วยทางสุดโต่ง ๒ สาย คือ กามสุขัลลิกานุโยค คือ ตามประกอบกามสุขในฝ่ายวัตถุกาม และ อัตตกิลมถานุโยค คือการทรมานตน ทรงแนะนำทางสายกลาง คือ มัชฌิมาปฏิปทา
  2. ว่าด้วยอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

               หลังจากที่ปัญจวัคคีย์ได้ฟังพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ก็ได้บรรลุโสดาบัน ตามลำดับ (เริ่มจากท่านโกณฑัญญเถระ) เมื่อบรรลุโสดาบันแล้ว พระศาสดาทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร เพื่อให้ปัญจวัคคีย์บรรลุอรหันตผล

                ขณะนี้พุทธศสนาได้พระรัตนตรัยครบองค์ ๓ แล้ว ต่อไปจะมีผู้ใดได้บรรลุธรรมเป็นบุคคลที่ ๗ (นับรวมพระพุทธเจ้า) แล้วใครจะเป็นบุคคลแรกที่เป็นอุบาสกผู้ถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ (พ่อค้า ๒ คน ที่ถวายสัตตุก้อน และสัตตุผง ถ์อเพียงรัตนะ ๒ คือ พระพุทธ และ พระธรรม) ต้องติดตามต่อไป

                  ขออนุโมธนาผู้มีบุญมากทุกท่านในการศึกษาพุทธประวัติ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: