พระโพธิสัตว์ตรัสรู้ จากปุถุชนสู่สัมมาสัมพุทธเจ้า

                 หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะโพธิสัตว์ได้ทรงอาศัยบารมีทั้ง 10 ทัศน์ เป็นเครื่องมือที่ใช้เอาชนะมารได้แล้ว หลังจากนี้พระโพธิสัตว์จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

                  เทวดาในหมื่นจักรวาลที่เหลือ บูชาด้วยดอกไม้ของหอม และเครื่องลูบไล้เป็นต้น ได้ยืนกล่าวสดุดีมีประการต่างๆ เมื่อพระอาทิตย์ยังทอแสงอยู่อย่างนี้นั่นแล พระมหาบุรุษทรงขจัดมารและพลมารได้แล้ว อันหน่อโพธิพฤกษ์ซึ่งตกลงเหนือจีวร ประหนึ่งกลีบแก้วประพาฬแดง บูชาอยู่ ทรงระลึกได้บุพเพนิวาสญาณในปฐมยาม(ระลึกชาติ) ทรงชำระทิพยจักษุในมัชฉิมยาม(เห็นความเป็นไปของสัตว์โลก) ทรงยังญาณให้หยั่งลงในปฏิจจสมุปบาทในปัจฉิมยาม ครั้งเมื่อพระมหาบุรุษนั้นทรงพิจารณาปัจจยาการอันประกอบด้วยองค์ ๑๒ โดยอนุโลมและปฏิโลมด้วยอำนาจวัฏฏะและวิวัฏฏะ หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว ๑๒ ครั้ง จนจรดนํ้ารองแผ่นดินเป็นที่สุดก็พระมหาบุรุษทรงยังหมื่นโลกธาตุให้บันลือลั่นหวั่นไหวแล้ว ได้ทรงรู้แจ้งแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ(รู้แจ้งในทุกสรรพสิ่ง) ในเวลาอรุณขึ้น เมื่อพระมหาบุรุษนั้นทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว หมื่นโลกธาตุทั้งสิ้นได้มีการประดับตกแต่งแล้ว

พระแท่นวัชรอาสน์ใต้พระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ในปัจจุบัน

               รัศมีของธงชัยและธงปฏากที่ยกขึ้น ณ ปากขอบจักรวาลทิศตะวันออก กระทบถึงขอบปากจักรวาลทิศตะวันตก ที่ยกขึ้น ณ ปากขอบจักรวาลทิศตะวันตกก็เหมือนกัน กระทบถึงขอบปากจักรวาลทิศตะวันออก ที่ยกขึ้น ณ ขอบปากจักรวาลทิศเหนือ กระทบถึงขอบปากจักรวาลทิศใต้ ที่ยกขึ้น ณ ขอบปากจักรวาลทิศใต้ กระทบถึงขอบปากจักรวาลทิศเหนือ ส่วนรัศมีของธงชัยและธงปฏากที่ยกขึ้น ณ พื้นปฐพี ได้ตั้งอยู่จรดพรหมโลก.รัศมีที่ตั้งอยู่ในพรหมโลก ก็ตั้งถึงพื้นปฐพี. ต้นไม้ดอกในหมื่นจักรวาลก็ผลิดอก ต้นไม้ผลก็ได้เต็มไปด้วยพวงผล ปทุมชนิดลำต้นก็ออกดอกที่ลำต้น ปทุมชนิดกิ่งก้านก็ออกดอกที่กิ่งก้าน ปทุมชนิดเครือเถาก็ออกดอกที่เครือเถา ปทุมชนิดห้อยก็ออกดอกในอากาศ ปทุมชนิดเป็นช่อได้เจาะทำลายช่อหินตั้งขึ้นซ้อนๆ กันช่อละ ๗ ชั้น หมื่นโลกธาตุได้หมุนไป เหมือนกลุ่มด้ายที่คลายออกและเหมือนเครื่องปูลาดที่จัดวางไว้ดีแล้วฉะนั้น.โลกันตนรกกว้าง ๕๐๐ โยชน์ในระหว่างจักรวาลทั้งหลาย ไม่เคยสว่างด้วยแสงพระอาทิตย์ ๗ ดวง ก็ได้มีแสงสว่างไสวเป็นอันเดียวกัน. มหาสมุทรลึก ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ได้กลายเป็นนํ้าหวาน แม่นํ้าทั้งหลายไม่ไหล คนบอดแต่กำเนิดแลเห็นรูป คนหนวกแต่กำเนิดได้ยินเสียง คนง่อยเปลี้ยแต่กำเนิดเดินได้ กรรมกรณ์ทั้งหลายมีเครื่องจองจำเป็นต้นแห่งบรรดาเครื่องจองจำคือขื่อเป็นต้น ได้ขาดหลุดไป

พระพุทธเจ้าตรัสรู้สัพพัญญุตญาณ ญาณยั่งรู้ทุกสิ่งในจักวาล

                  พระมหาบุรุษอันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาด้วยสมบัติอันประกอบด้วยสิริหาปริมาณมิได้ ด้วยประการอย่างนี้ เมื่ออัจฉริยธรรมอันน่าอัศจรรย์ทั้งหลายมีประการต่างๆ ปรากฏแล้ว ได้แทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ จึงทรงเปล่งอุทานที่พระพุทธเจ้าทั้งปวงมิได้ทรงละว่า

เราเมื่อแสวงหานายช่าง (คือตัณหา) ผู้กระทำเรือนเมื่อ

ไม่ประสบได้ท่องเที่ยวไปยังสงสารมิใช่น้อย

ความเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนนายช่างผู้กระทำเรือน

เราเห็นท่านแล้ว ท่านจักทำเรือนไม่ได้อีกต่อไป

ซี่โครงทั้งปวงของท่าน เราหักแล้ว ยอดเรือนเรากำจัดแล้ว

จิต (ของเรา) ถึงวิสังขาร (นิพพาน)แล้ว

เราได้ถึงความสิ้นตัณหาแล้ว

Advertisements

1 ความเห็น

  1. สิงหาคม 14, 2012 ที่ 2:06 pm

    เราเมื่อแสวงหานายช่าง (คือตัณหา) ผู้กระทำเรือนเมื่อ

    ไม่ประสบได้ท่องเที่ยวไปยังสงสารมิใช่น้อย

    ความเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนนายช่างผู้กระทำเรือน

    เราเห็นท่านแล้ว ท่านจักทำเรือนไม่ได้อีกต่อไป

    ซี่โครงทั้งปวงของท่าน เราหักแล้ว ยอดเรือนเรากำจัดแล้ว

    จิต (ของเรา) ถึงวิสังขาร (นิพพาน)แล้ว

    เราได้ถึงความสิ้นตัณหาแล้ว


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: