มหาภิเนษกรมณ์ การออกบวชที่ยิ่งใหญ่ ตอนที่ ๒

            ภายหลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ตัดสินพระทัยทำการออกมหาภิเนษกรมณ์แล้ว ได้ทรงม้ากัณฐกะออกจากเมืองไป ทรงเสด็จไป ณ ที่ใด มีเหคุการณ์ใดเกิดขึ้น ติดตามกันต่อนะครับ

             พระโพธิสัตว์ เมื่อเสด็จไปอยู่ด้วยสิริโสภาคย์นี้ ล่วงเลยราชอาณาจักรทั้ง ๓ โดยราตรีเดียวเท่านั้น เสด็จถึงฝั่งแม่นํ้าอโนมานทีในที่สุดหนทาง ๓๐ โยชน์. ถามว่า ก็ม้ากัณฐกะสามารถจะไปให้ยิ่งกว่านั้นได้หรือไม่? ตอบว่า สามารถไปได้ เพราะม้ากัณฐกะนั้นสามารถเที่ยวไปตลอดห้วงจักรวาลโดยไม่มีขอบเขตอย่างนี้ เหมือนเหยียบวงแห่งกงล้อที่สอดอยู่ในดุมแล้วกลับมาก่อนอาหารเช้า บริโภคอาหารที่เขาจัดไว้สำหรับตน. ก็ในกาลนั้น ม้ากัณฐกะต้องดึงร่างอันทับถมด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้นซึ่งเทวดา นาค และครุฑเป็นต้นยืนอยู่ในอากาศแล้วโปรยลงมาท่วมจนกระทั่งอุรุประเทศขาอ่อน แล้วตลุยชัฏแห่งของหอมและดอกไม้ไป จึงได้มีความล่าช้ามาก เพราะฉะนั้นม้ากัณฐกะจึงได้ไปเพียง ๓๐ โยชน์เท่านั้น. พระโพธิสัตว์ประทับยืนที่ฝั่งแม่นํ้าแล้วตรัสถามนายฉันนะว่า แม่นํ้านี้ชื่ออะไร ? นายฉันนะกราบทูลว่า ชื่ออโนมานทีพะย่ะค่ะ.

แม่น้ำอโนมานที ในปัจจุบัน เรียกกันว่าแม่น้ำอามี

            พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า บรรพชาแม้ของเราก็จักไม่ทราม จึงเอาส้นพระบาทกระตุ้นให้สัญญาณม้ากัณฐกะ. ม้ากัณฐกะได้โดดข้ามแม่นํ้าอันกว้างประมาณ ๘ อุสภะไปยืนที่ฝั่งโน้น พระโพธิสัตว์เสด็จลงจากหลังม้าประทับยืนที่เนินทรายอันเหมือนแผ่นเงิน ตรัสเรียกนายฉันนะมาว่า ฉันนะผู้สหาย เธอจงพาเอาอาภรณ์และม้าของเราไป เราจักบวช ณ ที่นี้แหละ. นายฉันนะกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็จักบวชกับพระองค์ พระเจ้าข้า. พระโพธิสัตว์ตรัสห้ามถึง ๓ ครั้งว่า เธอยังบวชไม่ได้ เธอจะต้องไป แล้วทรงมอบเครื่องอาภรณ์และม้ากัณฐกะให้นายฉันทะรับไปแล้ว ทรงดำริว่า ผมทั้งหลายของเรานี้ไม่สมควรแก่สมณะ. ทรงดำริต่อไปว่า ผู้อื่นที่สมควรจะตัดผมของพระโพธิสัตว์ย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น เราจักตัดด้วยพระขรรค์นั้นด้วยตนเอง จึงเอาพระหัตถ์ขวาจับพระขรรค์ เอาพระหัตถ์ซ้ายจับพระจุฬา (จุก) พร้อมกับพระโมลี (มวยผม) แล้วจึงตัดออก. เส้นพระเกสาเหลือประมาณ ๒ องคุลีเวียนขวาแนบติดพระเศียร. พระเกศาได้มีประมาณเท่านั้น จนตลอดพระชนมชีพ. และพระมัสสุ (หนวด) ก็ได้มีพอเหมาะพอควรกับพระเกสานั้น ชื่อว่ากิจด้วยการปลงผมและหนวดมิได้มีอีกต่อไป. พระโพธิสัตว์จับพระจุฬาพร้อมด้วยพระโมลีทรงอธิฐานว่า  ถ้าเราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าไซร้ พระโมลีจงตั้งอยู่ในอากาศ ถ้าจักไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าจงตกลงบนภาคพื้น แล้วทรงโยนขึ้นไปในอากาศ ม้วนพระจุฬามณีนั้นไปถึงที่ประมาณโยชน์หนึ่งแล้วได้คงอยู่ในอากาศ. ท้าวสักกเทวราชตรวจดูด้วยทิพยจักษุ จึงเอาผอบแก้วประมาณโยชน์หนึ่งรับไว้ นำไปประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์ชื่อว่าจุฬามณีในภพชั้นดาวดึงส์. เหมือนดังที่ท่านกล่าวไว้

ทรงออกผนวช ทรงตัดพระโมลีด้วยพระองค์เอง

อัครบุคคลผู้เลิศได้ตัดพระโมลีอันอบด้วยกลิ่น หอมอันประเสริฐแล้ว โยนขึ้นไปยังเวหา ท้าววาสวะ มีพระเนตรตั้งพันเอาผอบทองอันประเสริฐทูนพระเศียรรับไว้แล้ว.

 

              พระโพธิสัตว์ทรงพระดำริอีกว่า ผ้ากาสิกพัสตร์เหล่านี้ไม่สมควรแก่สมณะสำหรับเรา. ลำดับนั้น ฆฏิการมหาพรหมผู้เป็นสหายเก่าในครั้งพระกัสสปพุทธเจ้า มีความเป็นมิตรยังไม่ถึงพุทธันดร คิดว่า วันนี้สหายของเราออกมหาภิเนษกรมณ์ เราจักถือเอาสมณบริขารของสหายเรานั้นไป จึงได้นำเอาบริขาร  ๘  เหล่านี้คือ ไตรจีวร บาตร มีด เข็ม รัดประคด เป็น ๘ กับผ้ากรองนํ้า

              บริขารเหล่านี้ย่อมควรแก่ภิกษุผู้ประกอบความเพียร. พระโพธิสัตว์ทรงนุ่งห่มธงชัยแห่งพระอรหัตแล้ว ถือเพศบรรพชาอันสูงสุด จึงทรงส่งนายฉันนะไปด้วยพระดำรัสว่า ฉันนะ เธอจงทูลถึงความไม่มีโรคป่วยไข้แก่พระชนกและชนนี ตามคำของเราด้วยเถิด. นายฉันนะถวายบังคมพระโพธิสัตว์ กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป. ส่วนม้ากัณฐกะยืนฟังคำของพระโพธิสัตว์ซึ่งตรัสกับนายฉันนะคิดว่า บัดนี้ เราจะไม่มีการได้เห็นนายอีกต่อไป เมื่อละคลองจักษุไปไม่อาจอดกลั้นความโศกไว้ได้ เมื่อหทัยแตกตายไปบังเกิดเป็นกัณฐกเทวบุตรในภพดาวดึงส์. ครั้งแรกนายฉันนะได้มีความโศกเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อม้ากัณฐกะตายไป นายฉันนะถูกความโศกครั้งที่สองบีบคั้น ได้ร้องไห้ครํ่าครวญเดินไป

เนินสถูปของพญาม้ากัณฐกะ บริเวณนอกเมืองกบิลพัสดุ์

              ฝ่ายพระโพธิสัตว์ครั้นบรรพชาแล้ว ได้ยับยั้งอยู่ด้วยความสุขอันเกิดจากการบรรพชาตลอดสัปดาห์ในอนุปิยอัมพวันซึ่งมีอยู่ในประเทศนั้นนั่นแล แล้วเสด็จดำเนินด้วยพระบาทสิ้นหนทาง ๓๐ โยชน์ โดยวันเดียวเท่านั้นแล้วเสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ ก็แหละครั้นเสด็จเข้าไปแล้ว เสด็จเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอก. พระนครทั้งสิ้นได้ถึงความตื่นเต้น เพราะได้เห็นพระรูปโฉมของพระโพธิสัตว์ เหมือนตอนช้างธนบาลเข้าไปกรุงราชคฤห์ และเหมือนเทพนครตอนจอมอสูรเข้าไปฉะนั้น

บริเวณกำแพงเมืองเก่านครราชคฤห์ ในปัจจุบัน

              ลำดับนั้น ราชบุรุษทั้งหลายมากราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ บุคคลชื่อเห็นปานนี้เที่ยวบิณฑบาตอยู่ในพระนคร ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทราบเกล้าว่า ผู้นี้ชื่อไร จะเป็นเทพ มนุษย์ นาค หรือครุฑ พระราชาประทับยืนที่พื้นปราสาททอดพระเนตรเห็นพระมหาบุรุษ เกิดอัศจรรย์ไม่เคยเป็น ทรงสั่งพวกราชบุรุษว่า  แน่ะพนาย ท่านทั้งหลายจงไปพิจารณาดู ถ้าจักเป็นอมนุษย์ เขาออกจากพระนครแล้วจักหายไป ถ้าเป็นเทวดาจักเหาะไป ก็ถ้าเป็นนาคจักดำดินไป ถ้าเป็นมนุษย์จักบริโภคภิกษาหารตามที่ได้. ฝ่ายพระมหาบุรุษแลรวบรวมภัตอันสำรวมกันแล้วรู้ว่าภัตมีประมาณเท่านี้พอสำหรับเราเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไป เสด็จออกจากพระนครทางประตูที่เสด็จเข้ามานั่นแล บ่ายพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกประทับนั่งที่ร่มเงาของปัณฑวบรรพต เริ่มเพื่อเสวยพระกระยาหาร. ลำดับนั้น พระอันตะใส้ใหญ่ของพระมหาบุรุษได้ถึงอาการจะออกมาทางพระโอษฐ์. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ทรงอึดอัดกังวลพระทัยด้วยอาหารอันปฏิกูล เพราะด้วยทั้งอัตภาพนั้น พระองค์ไม่เคยเห็นอาหารเห็นปานนั้น แม้ด้วยพระเนตร จึงทรงโอวาทตนด้วยพระองค์เองอย่างนี้ว่า ดูก่อนสิทธัตถะ เธอเกิดในสถานที่มีโภชนะมีรสเลิศต่างๆ ด้วยโภชนะแห่งข้าวสาลีมีกลิ่นหอม ซึ่งเก็บไว้ ๓ ปี ในตระกูลอันมีข้าวและนํ้าหาได้ง่ายมาก ได้เห็นบรรพชิตผู้ทรงผ้าบังสุกุลรูปหนึ่งแล้วคิดว่า เมื่อไรหนอ แม้เราก็จักเป็นผู้เห็นปานนั้นเที่ยวบิณฑบาตบริโภค กาลนั้นจักมีไหมหนอสำหรับเรา จึงออกบวช บัดนี้ เธอจะทำข้อนั้นอย่างไร ครั้นทรงโอวาทพระองค์อย่างนี้แล้ว ไม่ทรงมีอาการอันผิดแผก ทรงเสวยพระกระยาหาร ราชบุรุษทั้งหลายเห็นความเป็นไปนั้นแล้ว จึงไปกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ พระราชาได้สดับคำของทูตเท่านั้น รีบเสด็จออกจากพระนคร เสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์ ทรงเลื่อมใสเฉพาะในพระอิริยาบถเท่านั้น จึงทรงมอบความเป็นใหญ่ให้แก่พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์ตรัสว่า มหาบพิตร อาตมภาพไม่มีความต้องการวัตถุกามหรือกิเลสกามทั้งหลาย อาตมภาพปรารถนาปรมาภิสัมโพธิญาณ จึงออกบวช. พระราชาแม้จะทรงอ้อนวอนเป็นอเนกประการ ก็ไม่ได้นํ้าพระทัยของพระโพธิสัตว์นั้น จึงตรัสว่า พระองค์จักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แล้ว ก็พระองค์ได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วพึงเสด็จมายังแคว้นของหม่อมฉันก่อน นี้เป็นความย่อในที่นี้ ส่วนความพิศดาร พึงตรวจดูศัพท์ในบรรพชาสูตรนี้ว่า เราจักสรรเสริญการบวชเหมือนผู้มีจักษุบวชแล้ว ดังนี้ ในอรรถกถา แล้วพึงทราบเถิด

สถูปที่พระเจ้าอโศกมหาราชสร้างขึ้นในจุดที่พระโพธิสัตว์พบพระเจ้าพิมพิสารก่อนการตรัสรู้

            ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทรงให้ปฏิญญาแก่พระราชาแล้ว เสด็จจาริกไปโดยลำดับ เข้าไปหาอาฬารดาบสกาลามโคตรและอุทกดาบสรามบุตร  ทำสมาบัติให้บังเกิดแล้ว ทรงดำริว่า นี้มิใช่ทางเพื่อจะตรัสรู้ จึงยังไม่ทรงพอพระทัยสมาบัติภาวนานั้น มีพระประสงค์จะเริ่มตั้งมหาปธานความเพียรใหญ่ เพื่อจะทรงแสดงเรี่ยวแรงและความเพียรของพระองค์แก่โลก พร้อมทั้งเทวโลกจึงเสด็จไปยังตำบลอุรุเวลา ทรงพระดำรัสว่า     ภูมิภาคนี้น่ารื่นรมณ์หนอ จึงเสด็จเข้าอยู่ ณ ตำบลอุรุเวลานั้น ทรงเริ่มตั้งมหาปธานความเพียรใหญ่. 

              บรรพชิต ๕ รูป มีโกณฑัญญะเป็นประธานแม้เหล่านั้นแล พากันเที่ยวภิกขาจารไปในคามนิคม และราชธานีได้ถึงทันพระโพธิสัตว์ ณ ตำบลอุรุเวลานั้น. ลำดับนั้น บรรพชิตทั้ง ๕ รูปนั้น อุปัฏฐากพระโพธิสัตว์นั้นผู้เริ่มตั้งมหาปธานความเพียรตลอด ๖ พรรษา ด้วยวัตรปฏิบัติมีการกวาดบริเวณเป็นต้น ด้วยหวังใจว่า จักเป็นพระพุทธเจ้าในบัดนี้ และได้เป็นผู้อยู่ในสำนักของพระโพธิสัตว์นั้น

              หลังจากนี้พระบรมศาสดาจะทรงตัดสินพระทัยกระทำทุกรกิริยา ทรมานตนซึ่งเป็นวิธีที่คนทั่วไปทำได้ยาก มีวิธีใดบ้างและลำบากขนาดไหน ที่กว่าพระพุทธเจ้าจะสามารถตรัสรู้ได้ โปรดติดตามต่อไป

              ขออนุโมธนาบุญผู้มีบุญมากทุกท่าน

Advertisements

2 ความเห็น

  1. โสภณ แก้ววงศ์ said,

    กันยายน 11, 2010 ที่ 6:45 pm

    ขออนุโมทนาบุญ ที่ท่านได้มีใจบุญเอื้อเฟื้อแบ่งปันในสิ่งที่หาได้ยาก และท่านได้เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนาโดยแท้ ควรได้รับการยกย่อง ศาสนาของเราจะขยายเผยแผ่ให้กว้างขึ้นได้ก็เพราะชาวพุทธด้วยกันมีการให้กัน แบ่งปันกัน ไม่ใช่ว่า เอะ อะ อะไรก็สงวนสิทธิ์ตาม พรบ.ชาวพุทธที่แท้เข้าถึงพุทธจริงต้องกล้าเสียสละ ขออนุโมทนาบุญ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: