การประสูติที่ยิ่งใหญ่

    หลังจากเรื่องราวในวันสำคัญมาฆบูชาแล้ว ก็ถึงเวลาของเรื่องหลักพุทธประวัติพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศรีศากยมุนีโคดมกันต่อ หลังจากที่พระนางสิริมหามายาตั้งครรภ์แก่ก็เสด็จหมายจะกลับนครเทวทหะอันเป็นเมืองเกิดของตน แต่เมื่อมาถึงบริเวณสวนลุมพินี พระนางก็ได้ประสูติมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่นี่ และนี่คือเรื่องราวต่อจากนั้นหลังพระโพธิสัตว์ทรงประสูติ

      ในขณะนั้นนั่นเอง  ท้าวมหาพรหมผู้มีจิตบริสุทธิ์  ๔  พระองค์ก็ถือข่ายทองคำมาถึง  ท้าวมหาพรหมเหล่านั้นเอาข่ายทองคำนั้นรับพระโพธิสัตว์วางไว้เบื้องพระพักตร์ของพระมารดาพลางทูลว่า  ข้าแต่พระเทวีขอพระองค์ทรงดีพระทัยเถิด  พระราชบุตรของพระองค์มีศักดาใหญ่อุบัติขึ้นแล้ว.

            ท้าวมหาพรหมทั้ง4 ถือข่ายทองรองรับพระโพธิสัตว์ 

     เหมือนอย่างว่า  สัตว์เหล่าอื่นออกจากท้องมารดาแล้ว  เปื้อนด้วยสิ่งปฏิกูลไม่สะอาดคลอดออกมาฉันใด  พระโพธิสัตว์หาเป็นเหมือนฉันนั้นไม่ก็พระโพธิสัตว์นั้นเหยียดมือทั้งสองและเท้าทั้งสองยืนอยู่  ดุจพระธรรมกถึกลงจากธรรมาสน์  และเหมือนบุรุษลงจากบันได  ไม่แปดเปื้อนด้วยของไม่สะอาดใด ๆ ซึ่งมีอยู่ในครรภ์ของมารดา  เป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์โชติช่วงอยู่ประดุจแก้วมณีที่เขาวางไว้บนผ้ากาสิกพัสตร์ฉะนั้น  คลอดออกจากครรภ์พระมารดา.  เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ตาม  เพื่อจะสักการะพระโพธิสัตว์และพระมารดาของพระโพธิสัตว์  สายธารน้ำสองสายจึงพลุ่งจากอากาศทำให้ได้รับความสดชื่นในร่างกายของพระโพธิสัตว์  และพระมารดาของพระโพธิสัตว์.

     ลำดับนั้น  ท้าวมหาราชทั้ง  ๔  ได้รับพระโพธิสัตว์นั้น  จากหัตถ์ของท้าวมหาพรหมผู้ยืนเอาข่ายทองคำรับอยู่  ด้วยเครื่องลาดทำด้วยหนังเสือดาวอันมีสัมผัสสบาย  ซึ่งสมมติกันว่าเป็นมงคล  พวกมนุษย์เอาพระยี่ภู่ทำด้วยผ้าทุกูลพัสตร์รับจากหัตถ์ของท้าวมหาราชเหล่านั้น  พอพ้นจากมือของพวกมนุษย์  พระโพธิสัตว์ก็ประทับยืนบนแผ่นดินทอดพระเนตรดูทิศตะวันออก  จักรวาลหลายพันได้เป็นลานอันเดียวกัน  เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น  พากันบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น กล่าวกันว่า  ข้าแต่มหาบุรุษ  คนอื่นผู้จะเสมอเหมือนท่าน  ไม่มีในโลกนี้ ในโลกนี้  จักมีผู้ยิ่งกว่ามาแต่ไหน  พระโพธิสัตว์มองตรวจไปโดยลำดับตลอดทั้ง  ๑๐  ทิศ  คือทิศใหญ่  ๔  ทิศ  ทิศน้อย  ๔  ทิศ  เบื้องล่างและเบื้องบน  ด้วยประการอย่างนี้แล้ว  มิได้ทรงเห็นใคร ๆ ผู้แม้นเหมือนกับตน  ทรงดำริว่านี้ทิศเหนือ  จึงเสด็จโดยย่างพระบาทไป  ๗  ก้าว  มีท้าวมหาพรหมคอยกั้นเศวตฉัตร  ท้าวสุยามะถือพัดวาลวิชนี  และเทวดาอื่น ๆ ถือเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่เหลือ  เดินตามเสด็จ.  จากนั้นประทับยืน  ณ  พระ-บาทที่  ๗  ทรงบันลือสีหนาทเปล่งอาสภิวาจา

   “อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส  เชฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส  เสฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส  อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ  แปลว่า เราเป็นผู้เลิศในโลก เราเป็นผู้ประเสริฐในโลก เราเป็นเจริญที่สุดในโลก ความเกิดของเรานี้ เป็นชาติสุดท้าย ภพใหม่ของเราไม่มีอีก”

 พระมหาบุรุษประสูติ

 วิหารมหามายาเทวี สร้างครอบสถานที่ประสูติไว้ พวกเราช่วยกันล้อมผ้าเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า

 รอยพระบาทพระบรมศาสดา

     จริงอยู่  พระโพธิสัตว์พอคลอดออกมาจากครรภ์ของพระมารดาเท่านั้น  เปล่งวาจาได้ใน  ๓  อัตภาพ  คือ  อัตภาพเป็นมโหสถ  อัตภาพเป็นพระเวสสันดร  และอัตภาพนี้.

            ได้ยินว่า  ในอัตภาพเป็นมโหสถ  เมื่อพระโพธิสัตว์นั้น  จะคลอดออกจากครรภ์มารดาเท่านั้น  ท้าวสักกเทวราชเสด็จมาวางแก่นจันทน์ลงในมือแล้วเสด็จไป  พระโพธิสัตว์นั้นกำแก่นจันทน์นั้นไว้แล้วจึงคลอดออกมา.  ลำดับนั้น  มารดาถามพระโพธิสัตว์นั้นว่า  ดูก่อนพ่อ  เจ้าถืออะไรมาด้วย ?  พระโพธิสัตว์กล่าวว่า  โอสถจ้ะแม่  ดังนั้น  บิดามารดาจึงตั้งชื่อเขาว่า  โอสถกุมาร  เพราะถือโอสถมา.  บิดามารดาเอาโอสถนั้นใส่ไว้ในตุ่ม  โอสถนั้นนั่นแหละได้เป็นยาระงับสารพัดโรค  แก่คนตาบอด หูหนวกเป็นต้นที่ผ่านมา ๆ.  ต่อมา  เพราะอาศัยคำพูดที่เกิดขึ้นว่า โอสถนี้มีคุณมหันต์  จึงได้เกิดมีชื่อว่า  มโหสถ.

            ส่วนในอัตภาพเป็นพระเวสสันดร  พระโพธิสัตว์เมื่อจะประสูติจากพระครรภ์มารดา  ทรงเหยียดพระหัตถ์ขวาประสูติแล้วตรัสว่า  พระมารดา อะไร ๆ ในเรือนมีไหม  ลูกจักให้ทาน.  ลำดับนั้น  พระมารดาของพระองค์ตรัสว่า  พ่อ  ลูกบังเกิดในตระกูลที่มีทรัพย์  แล้วให้วางถุงทรัพย์หนึ่งพันไว้  จึงวางมือของพระโอรสไว้เหนือฝ่าพระหัตถ์ของพระนาง.

            ส่วนในอัตภาพนี้  พระโพธิสัตว์บันลือสีหนาทนี้  พระโพธิสัตว์พอประสูติจากพระครรภ์มารดาเท่านั้น  ก็ทรงเปล่งพระวาจาได้  ในอัตภาพทั้ง  ๓  ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้

            ก็แม้ในขณะที่พระโพธิสัตว์นั้นประสูติ  ได้มีบุรพนิมิต  ๓๒  ประการปรากฏขึ้น  เหมือนในขณะถือปฏิสนธิ  ก็สมัยใด  พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายประสูติในลุมพินีวัน  สมัยนั้นนั่นแหละ  พระเทวีมารดาพระราหุล(พระนางพิมพา)  พระอานันทเถระ  ฉันนอำมาตย์  กาฬุทายีอำมาตย์  กัณฐกะอัศวราช  มหาโพธิพฤกษ์  และหม้อขุมทรัพย์ทั้ง  ๔  ขุม  ก็เกิดขึ้นพร้อมกัน  ในหม้อขุมทรัพย์ทั้ง  ๔  นั้น  ขุมทรัพย์หม้อหนึ่งมีขนาดคาวุตหนึ่ง  ขุมทรัพย์หม้อหนึ่งมีขนาดกึ่งโยชน์  ขุมทรัพย์หม้อหนึ่งมีขนาด ๓  คาวุต  ขุมทรัพย์หม้อหนึ่งมีขนาดหนึ่งโยชน์  โดยส่วนลึก  ไปจดที่สุดของแผ่นดินทีเดียว เพราะเหตุนั้น  ทั้ง  ๗  เหล่านี้จึงจัดเป็นสหชาต (เกิดพร้อมกัน)

            ชนชาวเมืองทั้งสองนครได้พาพระโพธิสัตว์ไปยังนครกบิลพัสดุ์เลยทีเดียว  ก็วันนั้นเอง  หมู่เทพในภพดาวดึงส์ต่างร่าเริงยินดีว่า  พระราชบุตรของพระเจ้าสุทโธทนมหาราชในนครกบิลพัสดุ์  ประสูติแล้ว  พระราชกุมารนี้จักนั่งที่ควงไม้โพธิ์  แล้วจักได้เป็นพระพุทธเจ้า  จึงพากันโบกสะบัดผ้าเป็นต้นเล่นสนุกกัน.

            สมัยนั้น  ดาบสชื่อว่ากาฬเทวิล  ผู้คุ้นเคยกับราชสกุลของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช  เป็นผู้ได้สมาบัติ  ๘  กระทำภัตกิจแล้วไปยังดาวดึงส์พิภพ  เพื่อต้องการพักผ่อนกลางวัน  นั่งพักผ่อนกลางวันอยู่ในดาวดึงส์พิภพนั้น  เห็นเทวดาเหล่านั้นเล่นสนุกกันอยู่อย่างนั้น  จึงถามว่า  เพราะเหตุไร  ท่านทั้งหลายจึงมีใจร่าเริงเล่นสนุกกันอย่างนี้  ท่านทั้งหลายจงบอกเหตุนั่นแก่เราบ้าง.  เทวดาทั้งหลายกล่าวว่า  ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์พระราชบุตรของพระเจ้าสุทโธทนมหาราชประสูติแล้ว  พระราชบุตรนั้นจักประทับที่โพธิมัณฑ์เป็นพระพุทธเจ้า  ประกาศพระธรรมจักร  พวกเราจักได้เห็นพระพุทธลีลาอันหาประมาณมิได้ของพระองค์  และจักได้ฟังธรรม  เพราะเหตุนั้น  เราทั้งหลายจึงได้เป็นผู้ยินดีด้วยเหตุนี้.  พระดาบสได้ฟังคำของเทวดาเหล่านั้นแล้ว  จึงรีบลงมาจากเทวโลก  เข้าไปยังพระราชนิเวศน์  นั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้แล้วทูลว่า  มหาบพิตร  ได้ยินว่าพระราชบุตรของพระองค์ประสูติแล้ว  อาตมภาพอยากจะเห็นพระราชบุตรนั้น.  พระราชาทรงให้นำพระกุมารผู้แต่งตัวแล้วมา  เริ่มที่จะให้ไหว้พระดาบส  พระบาททั้งสองของพระโพธิสัตว์  กลับไปประดิษฐานบนชฎาของพระดาบส  จริงอยู่  บุคคลอื่นชื่อว่าผู้สมควรที่พระโพธิสัตว์จะพึงไหว้โดยอัตภาพนั้น  ย่อมไม่มี  ก็ถ้าผู้ไม่รู้  จะพึงวางศีรษะของพระโพธิสัตว์ลงแทบบาทมูลของพระดาบส  ศีรษะของพระดาบสนั้นจะแตกออก  ๗  เสี่ยง.  พระดาบสคิดว่า  เราไม่ควรจะทำตนของเราให้พินาศ  จึงลุกขึ้นจากอาสนะ  ประคองอัญชลีแก่พระโพธิสัตว์.   พระราชาทรงเห็นความอัศจรรย์ข้อนั้น  จึงทรงไหว้พระราชบุตรของพระองค์

           พระดาบสระลึกได้  ๘๐  กัป  คือในอดีต  ๔๐  กัป  ในอนาคต  ๔๐  กัป เห็นลักษณสมบัติของพระโพธิสัตว์แล้วรำพึงว่า  เธอจักได้เป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่หนอ  จึงใคร่ครวญดูรู้ว่า  จักได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย  จึงได้กระทำการยิ้มแย้มอันเป็นเหตุให้รู้ว่า  พระราชบุตรนี้เป็นอัจฉริยบุรุษ  แต่นั้นจึงใคร่ครวญดูว่า  เราจักได้เห็นอัจฉริยบุรุษผู้นี้เป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่หนอ  ได้เห็นว่าเราจักไม่ได้ทันเห็น  จักตายเสียในระหว่างนั้นแหละ  จักบังเกิดในอรูปภพที่พระพุทธเจ้าร้อยองค์ก็ดี  พันองค์ก็ดี  ไม่อาจเสด็จไปให้ตรัสรู้ได้  แล้วคิดว่า  เราจักไม่ได้ทันเห็นอัจฉริยบุรุษชื่อผู้เห็นปานนี้เป็นพระพุทธเจ้า  เราจักมีความเสื่อมอย่างมหันต์หนอจึงได้ร้องไห้แล้ว.

            คนทั้งหลายเห็นแล้วจึงเรียนถามท่านว่า  พระคุณเจ้าของพวกเราหัวเราะอยู่เมื่อกี้  กลับร้องไห้อีกเล่า  ท่านผู้เจริญ  อันตรายไร ๆ จักมีแด่พระลูกเจ้าของพวกเราหรือหนอ ?  พระดาบสบอกว่า  พระราชบุตรนี้ไม่มีอันตราย  จักได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย.  คนทั้งหลายจึงเรียนถามว่า  ท่านผู้เจริญ  เมื่อเป็นเช่นนั้น  เพราะเหตุไร  ท่านจึงร้องไห้เล่า  พระดาบสบอกว่า  เราโศกเศร้าถึงตนว่า  จักไม่ได้ทันเห็นบุรุษ ผู้เห็นปานนี้เป็นพระพุทธเจ้า  เราจักมีความเสื่อมอย่างมหันต์หนอ  จึงได้ร้องไห้ 

 พระดาบสเข้าเยี่ยมพระราชกุมาร

             หลังจากนี้จะเป็นการทำนายพระลักษณะของพระกุมาร จะมีใครมาทำนาย และจะทำนายว่าอย่างไร ต้องติดตามต่อไป

             ขออนุโมธนาผู้มีบุญมากทุกท่าน และขออภัยทุกท่านที่ผมนำรูปมาโดยมิได้บอกกล่าวไว้นะที่นี้

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: