วันมาฆบูชา กับหลายเรื่องน่ารู้

    เนื่องจากวันอาทิตย์หน้าเป็นวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันที่เราชาวพุทธควรที่จะระลึกถึง เนื่องจากเป็นวันสำคัญของศาสนาพุทธ ครั้งนี้จึงขอแทรกเรื่องราวสำคัญในวันเพ็ญเดือน 3 นี้ก่อน เพื่อใครที่จะไปทำบุญจะได้สามารถระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งพุทธกาลด้วย แล้วจะทำให้ได้บุญยิ่งๆ ขึ้นไป

     “มาฆะ” เป็นชื่อของเดือน 3 มาฆบูชานั้น มาจากคำว่า “มาฆบุรณมี” แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน 3 วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่หากใครไปดูปฏิทินในปีนี้ อาจจะสงสัยว่าทำไมในปฏิทินปีนี้วันมาฆบูชาตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปฏิทินไม่ได้เขียนผิด แต่เนื่องจากปีนี้เป็นมีเดือน อธิกมาศ คือมีเดือน 8 2 ครั้ง วันมาฆบูชาจึงเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 (วันวิสาขบูชาก็จะเป็นเดือน 7 และอาสาฬหบูชาจะเป็นเดือน 8 หลัง) วันนี้มีเหตุการณ์สำคัญคือ เป็นวันที่ได้มีการประชุมสาวกครั้งแรกของพระผู้มีพระภาคเจ้า  ประกอบด้วยองค์  ๔.  คือ                                                                                                        

      ๑.ภิกษุทั้งหมดเป็นเอหิภิกขุ  ภิกษุทั้งหมดมีบาตรและจีวรบังเกิดฤทธิ์.                                                   

      ๒.ภิกษุทั้งหมดไม่ได้นัดหมายกันมา.                        

      ๓.อนึ่ง  ภิกษุเหล่านั้นมาประชุมกันในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ.

      ๔.ลำดับนั้น  พระศาสดา  ประทับนั่งจับพัดยังภิกษุให้ลงอุโบสถ และทรงแสดงธรรม

     ในการประชุมทั้งหมดของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่เหลือก็เป็นอย่างนั้น.  ก็แต่ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายได้มีการประชุมในปฐมโพธิกาลเท่านั้น พระองค์จึงทรงรับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย  การประชุมสาวกของเราในบัดนี้  ให้มีหนเดียว   ดังนั้นการประชุมจึงจบ.

    ในวันนั้นมีภิกษุมาประชุมสาวกจำนวน 1,250 รูป ซึ่งประกอบไปด้วยบุราณชฎิล  1,000 รูป  บริวารพระอัครสาวก (พระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร)  250 รูป

    นอกจากเรื่องราวที่อาจจะพอทราบกันอยู่แล้ว วันนี้ยังมีความสำคัญคือเป็นวันที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรบรรลุอรหัตผล (พระมหาโมคคลัลานะบรรลุพระอรหัตในวันที่เจ็ด ส่วนพระธรรมเสนาบดีบรรลุอรหัตในวันที่สิบห้า)  เรื่องราวในวันนั้นมีดังนี้

      สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ถ้ำสุกรขาตาเขาคิชกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ปริพาชกชื่อฑีฆนขะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ กราบทูลว่า ท่านพระโคดม ความจริงข้าพเจ้ามีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่ชอบใจเรา หลังจากสนธนากันแล้วพระพุทธเจ้าทรงแสดง เวทนาปริคคหสูตรอันเป็นธรรมยาคะที่เตรียมไว้  แก่ทีฆนขปริพาชก ท่านพระสารีบุตรนั่งถวายงานพัดอยู่ ณ เบื้องพระปฤษฎางค์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้มีความดำริว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละธรรมนั้นๆด้วยปัญญาอันยิ่งแก่เราทั้งหลาย พระสุคตตรัสการละธรรมนั้นๆด้วยปัญญาอันยิ่งแก่เราทั้งหลาย”

     เมื่อท่านพระสารีบุตรพิจารณาเห็นดังนี้ จิตก็หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น (บรรลุอรหัตผล)

 ถ้ำสุกรขาตาที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรบรรลุอรหัตผล

       พระผู้มีพระเจ้าทรงทราบถึงการบรรลุพระอรหัตของพระเถระแล้ว  เสด็จขึ้นไปยังเวหาสไปปรากฏ  ณ  พระวิหารเวฬุวัน  พระเถระรำพึงว่าพระผู้มีพระเจ้าเสด็จไปไหนหนอ   ครั้นทราบความที่พระองค์ประดิษฐานอยู่  ณ  พระวิหารเวฬุวัน แม้ท่านเองก็เหาะสู่เวหาสไปปรากฏ  ณ  พระวิหารเวฬุวันเหมือนกัน

 วิหารเวฬุวันในปัจจุบัน

 ภายในเวฬุวันวิหาร

 ร่มรื่นด้วยสวนไผ่และไม้น้อยใหญ่

     ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงประกาศปาติโมกข์  (หลักคำสอน)  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงการประชุมนั้น  จึงตรัสว่า  ภิกษุ  ๑๒๕๐  รูปเป็นต้น.   นี้คือกำหนดการประชุมของพระสาวก.

     สิกขาบท  คือข้อบังคับด้วยอำนาจอาบัติ  ๗  กอง  ที่ควรทรงบัญญัติ  โดยสมควรแก่โทษอันพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติไว้  แก่พระสาวกทั้งหลาย  เพราะเป็นผู้ไม่มีโทษ

     พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงแสดงโอวาทปาฎิโมกข์ในบริษัทผู้นั่งประชุมกันว่า

     ความอดทน  คือความอดกลั้น  เป็นธรรมเผาบาปอย่างยิ่ง  ท่านผู้รู้ทั้งหลาย  ย่อมกล่าวพระนิพพานว่าเป็นเยี่ยม  ผู้ทำร้ายผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย  ผู้เบียดเบียนผู้อื่นอยู่  ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ

     ความไม่ทำบาปทั้งสิ้น  ความยังกุศลให้ถึงพร้อม  ความทำจิตของตนให้ผ่องใส นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

     ความไม่กล่าวร้าย ๑  ความไม่ทำร้าย ๑  ความสำรวมในพระปาฏิโมกข์  ๑  ความเป็นผู้รู้ประมาณในภัตตาหาร ๑  ที่นอนที่นั่งอันสงัด ๑  นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

      พระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีพระโอวาทปาฏิโมกขคาถาเพียง  ๓  คาถานี้เท่านั้น.  คาถาเหล่านั้น  ย่อมมาสู่อุเทศจนถึงที่สุดแห่งพระศาสนาของพระพุทธเจ้า  ผู้มีพระชนมายุยืนยาวนาน.  แต่สำหรับพระพุทธเจ้าผู้มีพระชนมายุน้อย  คาถาเหล่านั้นมาสู่อุเทศเฉพาะในปฐมโพธิกาลเท่านั้น.  ตั้งแต่เวลาทรงบัญญัติสิกขาบทมา ก็แสดงเฉพาะอาณาปาฏิโมกข์เท่านั้น.  ก็แลอาณาปาฏิโมกข์นั้น  พวกภิกษุเท่านั้นแสดง.  พระพุทธเจ้าทั้งหลายหาทรงแสดงไม่.  เพราะฉะนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ของพวกเรา  ก็ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ตลอดเวลาเพียง ๒๐ พรรษา  ในปฐมโพธิกาลเท่านั้น

 บริเวณเวฬุวันวิหาร

 พระพุทธรูปปางแสดงโอวาทปาฎิโมกข์ประดิษฐานอยู่ภายในพระเวฬุวันวิหาร เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ

    เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นใน 1 วัน ของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ในสมัยพุทธกาล ปัจจุบันแม้ว่าเวลาจะผ่านมาเนินนานพอสมควร แม้องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพานไปแล้ว แต่การระลึกถึงพระองค์ ระลึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ของพระองค์ จะยังคงนำมาซึ่งความปิติยินดี ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณไม่เสื่อมคลาย

    ขออนุโมธนากับผู้มีบุญมากทุกท่าน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: