รู้จักพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้า คือ ผู้ที่ตรัสรู้ธรรม มีญาณอันประเสริฐคือสัพพัญญุตญาณ (สัมมโพธิญาณ)เป็นญาณหยั่งรู้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยที่ไม่มีขอบเขตจำกัด คือ หากจะดูอดีตก็สามารถเห็นได้ถึงกำเนิดโลกกำเนิดจักรวาล หรือ หากจะดูอนาคตก็สามารถเห็นได้หมดทั้งอนาคตไม่ว่าจะนานขนาดไหนที่เดียว ปัจจุบัน พระพุทธเจ้ามีพระนามว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศรีศากยมุนี โคดม

        พระพุทธเจ้ามี 2 ประเภท คือ พระปัจเจกพุทธเจ้า คือ ผู้ที่บรรลุสัพพัญญุตญาณ แต่มิได้ทำการ เผยแผ่พระศาสนา จะอุบัติเฉพาะช่วงที่ว่างเว้นพระศาสนา และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่ประกาศศาสนา ขับเคลื่อนธรรมจักร คือกงล้อแห่งธรรมให้หมุนไป

         การจะเป็นพระพุทธเจ้านั้น ในศาสนาพุทธไม่ว่าใครก็สามารถเป็นพระพุทธเจ้าได้ แต่ต้องสะสมบารมี ซึ่งอาจจะใช้เวลานานมาก โดยจะแบ่งการสะสมบารมีเป็น 3 แบบ คือ

        1 ปัญญาธิกะ คือ การสะสมบุญโดยใช้ปํญญาเป็นหลัก ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 อสงไขย กับเศษอีกแสนกัลป์ พระโคดมของเราสะสมบารมีมาแบบนี้

        2 สัทธาธิกะ คือ การสะสมบุญโดยใช้สัทธาเป็นหลัก ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 อสงไขย กับเศษอีกแสนกัลป์

        3 วิริยาธิกะ คือ การสะสมบุญโดยใช้ความเพียรเป็นหลัก ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 16 อสงไขย กับเศษอีกแสนกัลป์

        ทั้งสามแบบจะสามารถตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันที่อายุของพระศาสนา เช่น ศาสนาของพระโคดมของเรานี้จะมีอายุอยู่ที่ 5,000 ปี แต่พระศาสนาของพระศรีอารยเมตไตรยจะมีอายุ 160,000 ปี

        ทั้งหมดนั้นเป็นประเภทของพระพุทธเจ้า แล้วพระโคดมพุทธเจ้าของเรามีความเป็นมาอย่างไร ต้องพาย้อนไป 2,500 กว่าปี (ที่จริงเกือบ 2,600 ปีแล้ว) ไปที่ลุมพินิ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเนปาล

 บริเวณสวนลุมพินิในปัจจุบัน

 วิหารพระนางสิริมหามายา

 บรรยากาศด้านนอก

 บรรยากาศด้านใน

 รูปปั้นขณะพระโพธิสัตว์ประสูติ

 รอยพระบาท ครั้งแรก

เรื่องราวการประสูติของพระองค์ ขอยกพระไตรปิฎกมาให้อ่านกัน ดังนี้

ก็ในครั้งนั้น  เทวดาแม้ทั้งปวงนั้น  พร้อมกับท้าวจาตุมหาราช  ท้าวสักกะ  ท้าวสุยามะ  ท้าวสันดุสิต  ท้าวสุนิมมิต  ท้าววสวัตดี  และท้าวมหาพรหม  พากันประชุมในจักรวาลเดียวกัน  แล้วไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์ในดุสิตพิภพ  ต่างอ้อนวอนว่า  ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์  ท่าน

บำเพ็ญบารมีทั้ง  ๑๐  มา  หาได้ปรารถนาสักกสมบัติ  มารสมบัติ  พรหมสมบัติ  และจักรพรรดิสมบัติบำเพ็ญไม่  แต่ท่านปรารถนาพระสัพพัญญุตญาณบำเพ็ญ  เพื่อต้องการจะรื้อขนสัตว์ออกจากโลก  ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ บัดนี้นั้นเป็นกาลที่ท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว  เป็นสมัยที่ท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว.

            ลำดับนั้น  พระมหาสัตว์มิได้ให้ปฏิญญาแก่เทวดาทั้งหลายทันที  จะตรวจดู  ปัญจมหาวิโลกนะ  คือสิ่งที่จะต้องเลือกใหญ่  ๕  ประการ  คือ

กาล  ทวีป  ประเทศ  ตระกูล  และกำหนดอายุของมารดา.

             ในเรื่องกาลนั้น  กาลแห่งอายุที่เจริญเกินกว่าแสนปี  ชื่อว่าเป็นกาลไม่สมควร.  เพราะเหตุไร ?  เพราะว่า  ในกาลนั้น  ชาติ  ชรา  และมรณะของสัตว์ทั้งหลายไม่ปรากฏ  และพระธรรมเทศนาขอพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  ชื่อว่าพ้นจากไตรลักษณ์ย่อมไม่มี  เมื่อพระพุทธเจ้าเหล่านั้นตรัสว่า  อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  พวกเขาจะคิดว่าพระองค์ตรัสข้อนี้ชื่ออะไร  จึงย่อมไม่เห็นสำคัญว่า  จะควรฟัง  และควรเชื่อ  แต่นั้น  การตรัสรู้มรรคผลก็จะมีไม่ได้  เมื่อไม่มีการตรัสรู้มรรคผล  ศาสนาคือคำสอนจะไม่เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์.  เพราะฉะนั้น  กาลนั้นจึงเป็นกาลไม่สมควร.  แม้กาลแห่งอายุหย่อนกว่าร้อยปี  ก็ชื่อว่าเป็นกาลไม่สมควร  เพราะเหตุไร ?  เพราะว่าในกาลนั้น  สัตว์ทั้งหลายมีกิเลสหนาและโอวาทที่ให้แก่สัตว์ผู้มีกิเลสหนา  ย่อมไม่ตั้งอยู่ในฐานเป็นโอวาท  จะปราศจากไปเร็วพลัน   เหมือนรอยไม้ขีดในน้ำเพราะฉะนั้น  แม้กาลนั้นก็เป็นกาลไม่สมควร.  กาลแห่งอายุตั้งแต่แสนปีลงมา  และตั้งแต่ร้อยปีขึ้นไป  ชื่อว่าเป็นกาลสมควรและกาลนั้นก็เป็นกาลแห่งอายุร้อยปี

            จากนั้น   ได้ตรวจดูทวีปทั้ง  ๔  พร้อมทั้งทวีป

บริวาร  จึงเห็นทวีปหนึ่งว่า  พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่บังเกิดในทวีปทั้งสามบังเกิดเฉพาะในชมพูทวีปเท่านั้น.

พระพุทธเจ้าทั้งหลายบังเกิดในประเทศไหนหนอ  จึงตรวจดูโอกาสก็ได้เห็นมัชฌิมประเทศ.  ชื่อว่ามัชฌิมประเทศ  ดังนั้น  ในประเทศนั้นพระพุทธเจ้า  พระปัจเจกพุทธเจ้า  พระอัครสาวก  พระอสีติมหาสาวก พระเจ้าจักรพรรดิ  และขัตติยมหาศาล  พราหมณมหาศาล  และคหบดีมหาศาล  ผู้มเหสักข์เหล่าอื่นย่อมเกิดขึ้น  และนครชื่อว่ากบิลพัสดุ์นี้ก็ตั้งอยู่ในมัชฌิมประเทศนี้  พระโพธิสัตว์จึงได้ถึงความตกลงใจว่า  เราควรบังเกิดในนครนั้น.

            ต่อจากนั้น  พระโพธิสัตว์เมื่อจะเลือกดูตระกูล  จึงเห็นตระกูลว่าธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่บังเกิดในตระกูลแพศย์หรือตระกูลศูทรแต่จะบังเกิดในตระกูลทั้งสองเท่านั้น  คือตระกูลกษัตริย์หรือตระกูลพราหมณ์ที่โลกยกย่องแล้ว  ก็บัดนี้  ตระกูลกษัตริย์เป็นตระกูลที่โลกยกย่องแล้ว  เราจักบังเกิดในตระกูลกษัตริย์นั้น  พระราชาพระนามว่าสุทโธทนะ  จักเป็นพระบิดาของเรา.

            ต่อจากนั้น  จึงเลือกดูมารดาได้เห็นว่า  ธรรมดามารดาของพระพุทธเจ้า  ย่อมไม่เป็นหญิงเหลาะแหละ  ไม่เป็นนักเลงสุรา  แต่จะเป็นผู้ได้บำเพ็ญบารมีมาแสนกัป  เป็นผู้มีศีลห้าไม่ขาดเลย   จำเดิมแต่เกิดมา.  ก็พระเทวีพระนามว่ามหามายานี้  ทรงเป็นเช่นนี้  พระนางมหามายานี้  จักเป็นพระมารดาของเรา  เมื่อตรวจดูว่า  พระนางจะมีพระชนมายุเท่าไรก็เห็นว่า  หลังจาก  ๑๐  เดือนไปแล้ว  จะมีพระชนมายุได้  ๗  วัน.

            พระโพธิสัตว์ตรวจดูมหาวิโลกนะ  ๕  ประการนี้  ด้วยประการดังนี้แล้ว  จึงกล่าวว่า  ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย  ถึงกาลที่เราจะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว  เมื่อจะกระทำการสงเคราะห์เทวดาทั้งหลาย  จึงได้ให้ปฏิญญาแล้วส่งเทวดาเหล่านั้นไปด้วยคำว่า  ขอพวกท่านไปได้  อันเทวดาชั้นดุสิตห้อมล้อมแล้วเข้าไปสู่นันทนวัน  ในดุสิตบุรี  จริงอยู่  ในเทวโลกทุกชั้นมีนันทนวันทั้งนั้น  ในนันทนวันนั้น  เทวดาทั้งหลายจะเที่ยวคอยเตือนให้พระโพธิสัตว์นั้นระลึกถึงโอกาสแห่งกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้ในกาลก่อนว่า  ท่านจุติจากนี้แล้วจงไปสู่สุคติเถิด  ท่านจุติจากนี้แล้วจงไปสู่สุคติเถิด.

พระโพธิสัตว์นั้นอันเทวดาทั้งหลาย  ผู้เตือนให้ระลึกถึงกุศลอย่างนี้  ห้อมล้อมเที่ยวไปอยู่ในนันทนวันนั่นแล  ได้จุติแล้วถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางมหามายาเทวี.  เพื่อที่จะให้เรื่องการถือปฏิสนธินั้นชัดแจ้ง จึงมีถ้อยคำบรรยายโดยลำดับ  ดังต่อไปนี้ :-

หลังจากเสด็จจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตแล้ว จะเหตุการณ์อย่างไร ขอติดไว้ก่อนนะครับ

ขออนุโมธนาบุญกับผู้มีบุญมากทุกท่าน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: